เพลงอาข่า

“วิกิพีเดีย” (Wikipedia) ใช้ภาพชายหญิงชนเผ่าอาข่า เป็นรูปประกอบบทความหน้า “มนุษย์”

ถกเถียง’ภาพมนุษย์’ ทำไมเป็น’อาข่า’ในไทย

ชายหญิงอาข่า   เมื่อต้องหาภาพประกอบบทความเรื่อง “มนุษย์” ในสารานุกรม เล่มหนึ่ง คำถามคือจะใช้ภาพอะไรดี?

ประเด็นซึ่งถกเถียงกันในโลกออนไลน์เกิดขึ้นเมื่อเว็บไซต์สารานุกรม “วิกิพีเดีย” (Wikipedia) ใช้ภาพชาวนาชายหญิงชนเผ่า อาข่าทางเหนือของไทย เป็นรูปประกอบของบทความหน้า “มนุษย์”!

นับว่าประเทศไทยเราได้รับเกียรติเป็นตัวแทนของมนุษยชาติ

บางคนรู้สึกว่าภาพนี้ไม่ได้สะท้อนถึงความหลากหลายของมนุษย์ ทำไมต้องเป็นชนเผ่าอาข่า แทนที่จะเป็นคนชาติอื่นๆ และทำไมต้องเป็นชาวนา แทนที่จะเป็นนักธุรกิจหรืออาชีพอื่นๆ ที่คนทั่วโลกคุ้นตา

บางคนกล่าวว่า ทุกวันนี้มนุษย์ได้ก้าวหน้าไปมากกว่าตอนที่เรายังปลูกผักทำนาอย่างมาก น่าจะใช้รูปขณะนักบินอวกาศกำลังสำรวจดวงจันทร์เพื่อแสดงถึงความสำเร็จของมนุษยชาติจะดีกว่า
ทั้งนี้ เคยมีความพยายามเสนอภาพ “มนุษย์” ให้ครอบคลุมเช่นกัน ตัวอย่างอันโด่งดังคือแผงรูปที่ติดไปกับยานอวกาศ “ไพโอเนียร์” ซึ่งถูกส่งไปสำรวจดาวเคราะห์รอบนอกในระบบสุริยจักรวาล และได้หันทิศทางไปสู่อวกาศ ปัจจุบันอยู่ห่างจากโลกประมาณ 159,000 ล้านก.ม.

คาร์ล เซแกน นักวิทยาศาสตร์ที่ควบคุมโครงการไพโอเนียร์ ออกแบบรูปวาดหญิง-ชายไม่ใส่เสื้อคู่หนึ่ง คนหนึ่งกำลังยกมือขึ้นเป็นท่าทางทักทาย รูปนี้ติดกับยานอวกาศไปด้วยเผื่อสิ่งมีชีวิตนอกโลก มาพบเข้า จะได้เข้าใจว่ามนุษย์หน้าตาเป็นอย่างไร

นอกจากนี้ บางองค์กรอย่างสมาคมมนุษยนิยมแห่งอังกฤษ (British Humanist Association) ก็ออกแบบโลโก้ตัว H ซึ่งแทนคำว่า Human (มนุษย์) และ Humanist (มนุษยนิยม) ให้เป็นรูปคนทำท่ายินดี สอดคล้องกับแนวคิดมนุษยนิยมว่าเราควรทำให้มนุษย์รอบข้างมีความสุข

กลับมาที่รูปมนุษย์อาข่าของวิกิพีเดีย หลังจาก ถกเถียงกันหลายยก ผู้ทำหน้าที่บรรณาธิการบทความดังกล่าวอธิบายว่าใช้รูปชาวอาข่า 2 คนนี้ก็เพราะ “สื่อถึงมนุษย์โดยรวมได้มากที่สุด”

มนุษย์ส่วนใหญ่ในโลกส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย ประชากรโลกร้อยละ 60 เป็นชาวเอเชีย และทวีปเอเชียก็ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย จึงเลือกใช้รูปชาวเอเชีย ต่างจากภาพบนยานไพโอเนียร์ข้างต้น ที่ดูเป็นฝรั่งผิวขาว ชาติพันธุ์คอเคเซียน

ส่วนที่เลือกรูปชาวนา แทนที่จะเลือกรูปสังคมปัจจุบัน ก็เป็นเพราะว่าในประวัติศาสตร์มนุษย์กว่า 6,000 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่เราเป็นสังคมเกษตรกรรมมาตลอด และเพิ่งมาเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นสังคมอุตสาหกรรมในช่วง 150-200 ปีที่ผ่านมานี้เท่านั้น

อีกทั้งประชากรมนุษย์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังมีฐานะค่อนข้างยากจน ไม่ได้ร่ำรวยหรือมีรถยนต์ขับ ซึ่งสอดคล้องกับภาพชาวนาทั้ง 2 คนในรูป

สำหรับเหตุผลที่ไม่ใช้รูปมนุษย์เปลือยกายเพื่อให้เห็นร่างกายอย่างชัดเจน (แบบภาพของยานไพโอเนียร์ หรือรูปสเกตช์ร่างกายมนุษย์ของดาวินชี) ก็เพราะความแตกต่างระหว่างมนุษย์ กับ สัตว์ ก็คือการที่เราใส่เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายนั่นเอง

ขณะเดียวกันถ้าหากใช้รูปนักบินอวกาศไปดวงจันทร์ตามที่บางคนเสนอ ก็จะไม่เห็นรูปร่างหน้าตาของมนุษย์ เพราะถูกชุดนักบินอวกาศคลุมหมด

ยังไม่นับข้อถกเถียงที่ว่า อะไรคือ “ความสำเร็จ” ของมนุษย์กันแน่ เหตุใดการไปดวงจันทร์จึงสำเร็จมากกว่าการค้นพบวัคซีนรักษาโรค หรือมากกว่าการที่บรรพบุรุษของเรารอดจากการถูกสัตว์อื่นๆ จับกินจนสูญพันธุ์ และพัฒนามาเป็นสังคมมนุษย์ได้นานถึงเพียงนี้

ถึงแม้ว่าหลายคนจะยังมีข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้งต่อการเลือกรูปของวิกิพีเดีย แต่เชื่อได้ว่าการถกเถียงรอบนี้ และคำตอบที่เรามีในใจแต่แรก คงบอกตัวเราได้มากเกี่ยวกับทัศนคติหรือความเข้าใจที่เรามีต่อคำว่า “มนุษย์”

ที่มา www.khaosod.co.th ข่าวสด

พื้นที่แห่งชาวอาข่ากับการสืบสานมรดก

   ชนเผ่าอ่าข่ามีประวัติศาสตร์ความเป็นมานานนับพันปี มากกว่า 50 ชั่วอายุบรรพบุรุษ มีการสืบสานภูมิปัญญา ภาษา วัฒนธรรม และศิลปะต่าง ๆ มายาวนาน ความหลากหลายเหล่านี้ กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ก่อเกิดวัฒนธรรมที่สวยงาม กลมกลืนเป็นหนึ่งกับธรรมชาติ มีหลักความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีสืบทอดกันมาแต่ครั้งปฐมบรรพชน ภูมิปัญญาศาสตร์ ศิลปะทุกแขนงได้ถูกถ่ายทอด สืบสาน เรียนรู้ปากต่อปาก (มุขปาฐะ) อาจารย์สู่ลูกศิษย์ พ่อสู่ลูก โดยไม่ได้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร

  บรรพบุรุษอ่าข่าสร้างสรรค์สิ่งอันล้ำค่าไว้มากมาย เช่น ปรัชญา คำคม วาทกวีศิลป์ และจารีตประเพณีต่าง ๆ เพื่อดำรงความเป็นชาติพันธุ์อ่าข่าไว้มิให้เสื่อมไปตามกาลเวลา มากกว่านั้น เพื่อความสงบสันติสุขของชุมชนที่อยู่ท่ามกลางขุนเขานิเวศน์อันงดงาม

  หนึ่งในมรดกที่สำคัญของชนเผ่าอ่าข่า คือ “การท่องจำชื่อบรรพบุรุษ” (Tseevq) นับว่า มีหนึ่งเดียวในโลก ตั้งแต่ พระเจ้าผู้สร้างฟ้า แผ่นดิน ก่อเกิดสรรพสิ่งและบรรพบุรุษมนุษย์คนแรก ได้สืบเชื้อสายโดยท่องจำชื่อบรรพบุรุษเริ่มตั้งแต่ บรรพบุรุษมนุษย์คนแรก ไล่เรียงลำดับมาถึงชื่อของตนเอง

   การสืบสายตระกูลจากพ่อสู่ลูก ต้องผ่านพิธีเชื่อมจิตวิญญาณระหว่างพ่อผู้เสียชีวิตกับลูกชาย โดยมีคนกลางผู้รู้ประกอบพิธีกรรม ผู้เป็นลูกจำเป็นต้องท่องจำชื่อบรรพบุรุษวงศ์ตระกูลของตนเอง หากจดจำชื่อไม่ได้  การสืบเชื้อสายวงศ์ตระกูลขาดช่วงทันที

ชาวอ่าข่าทุกคนต้องจดจำชื่อบรรพบุรุษ เพื่อสืบสายสกุล โดยมีความเชื่อว่า ถ้าจดจำชื่อบรรพบุรุษได้ เมื่อตายจากโลกนี้ไปสู่อีกโลกหนึ่ง สามารถกลับไปตามหาสายบรรพบุรุษของตนได้

การตายของชาวอ่าข่า หมายถึง การกลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของตัวเองในอีกภพภูมิหนึ่ง โดย พิมา (Pirma) หรือผู้นำทางจิตวิญญาณ เป็นผู้สวดมนต์นำดวงวิญญาณกลับสู่แดนบรรพบุรุษ หมายความว่า อ่าข่าทุกคนได้กลับไปอยู่ดินแดนเดียวกันชั่วนิรันดร์ เพราะชาวอาข่ามีบรรพบุรุษพ่อแม่เดียวกัน

พ่อ (Aqda) ทำหน้าที่สอนให้ลูกชายท่องจำชื่อบรรพบุรุษอย่างจริงจัง เพื่อสืบทอดและสืบสานจิตวิญญาณบรรพบุรุษ การจดจำชื่อบรรพบุรุษ ไม่ได้มีความหมายเพียงเพื่อสืบสายสกุลอย่างเดียว แต่หมายรวมถึง การให้เคารพนับถือและมีความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการี และแสดงถึงความรัก ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ รวมทั้ง อุทิศส่วนกุศลให้ท่านผู้ล่วงลับ อนึ่ง เป็นการขอพรจากบรรพบุรุษอีกด้วย

วิถีชีวิตประเพณีวัฒนธรรมที่สวยงามของชาวอ่าข่า ถูกสืบสานและดำรงความเป็นเอกลักษณ์มาจนถึงทุกวันนี้ได้ เพราะในอดีตชนเผ่าอ่าข่าเป็นสังคมเอกเทศ ไม่ติดต่อสื่อสารกับสังคมภายนอกมากนัก จึงมีความรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร

โลกาภิวัฒน์มีอิทธิพลต่อรอบด้าน ส่งผลกระทบต่อสรรพสิ่งในโลกหล้า กระแสสังคมเข้ามามีบทบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จารีตประเพณีเดิม ทำให้เกิดความสงสัย เบื่อหน่ายวิถีเดิม ๆ จนถูกละทิ้งไป กลับยึดถือ แล้วเดินตามเส้นทางที่ตนเห็นชอบ สถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ มีแนวโน้มรุนแรงขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว

หากชาวอ่าข่าไม่ตื่นตัว ย้อนกลับมาดูจุดเดิมที่เคยเป็น เหลียวกลับมาสนใจศึกษาวิถีชีวิตประเพณีอ่าข่า อีกไม่นานชนเผ่าอ่าข่าคงเหลือเพียงตำนาน มีรูปกายภายนอกที่ไร้มนต์เสน่ห์และไร้มรดกทางจิตวิญญาณ …Read More…»

จดหมายถึงพี่น้องอาข่า

สวัสดีพี่น้องและสหายอาข่าที่รัก

   อาข่า เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้น เพื่อเป็นแรงจูงใจให้พี่น้องอาข่าเกิดความรักในวัฒนธรรมของตัวเอง หลายคนคงรู้สึกถึงวัฒนธรรมอาข่าเริ่มลบเลือนหายไปจากสังคม กระแสสังคมหลักได้กลืนกินวัฒนธรรมอันดีงามของเราไป ผมเองเป็นอาข่าคนหนึ่งที่ไม่มีโอกาสอยู่บ้านมานานแล้ว กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดทุกครั้ง ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีและไม่ดีพอสมควร

  แต่สิ่งที่ผมรู้สึกเศร้าสลดใจมากที่สุดคือ การจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาของผู้เฒ่าอาวุโสทั้งหลายในหมู่บ้าน ผู้อาวุโสเหล่านี้ อดีตเขาเป็นนักปราชญ์แห่งขุนเขา รอบรู้จารีตประเพณีอาข่าอย่างถ่องแท้ พวกเขาได้จากไปโดยไม่มีโอกาสถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ร่ำเรียนมาจากบรรพบุรุษ เป็นสิ่งที่ผมเสียใจและเสียดายมากที่สุดเพราะมารู้และคิดได้อีกทีทุกอย่างก็สายไปเกินแก้แล้ว

   หลายปีที่ผ่านมาผมคิดถึงปัญหาที่อาข่าเผชิญอยู่ พยายามศึกษาภาษาวัฒนธรรมของบรรพชน เพื่อหาวิธีแก้ไขและสืบสานวิถีชีวิต แนวคิดปรัชญาต่าง ๆ ของเราไว้ การได้เรียนรู้ภาษาอาข่า คำคมและ วาทศิลป์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาทำให้ผมมีความสุขมาก ได้สัมผัสถึงจิตวิญญาณของอาข่าระดับหนึ่ง เกิดความกระหายอยากเรียนรู้มากขึ้น และตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของภาษาและวัฒนธรรมอาข่าว่า “เป็นจารีตประเพณีหนึ่งเดียวในโลกที่มีการท่องจำชื่อบรรพบุรุษตั้งแต่เริ่มแรกของเผ่าพันธุ์จนมาถึงตนเอง” วิถีจารีตที่งดงามของอาข่าเหล่านี้ ทุกคนควรสนับสนุนอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกอันมีค่าของโลกต่อไป

  ด้วยเหตุนี้ ทำให้ผมเกิดความรักในวัฒนธรรมอาข่า อยากเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์และพัฒนาวิถีชีวิตอาข่าให้ยั่งยืน สามารถดำรงควบคู่ไปกับโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ให้ประเพณีอาข่าอยู่คู่ฟ้าดินตลอดไป ทั้งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อพี่น้องและสหาย มีกำลังใจ มีเป้าหมายร่วมกัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน รักในความเป็นอาข่า เพราะเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องเรียนรู้ สืบทอดความเป็นอาข่าของเราไม่ให้เสื่อมหายไปในยุคของเรา

   ร่วมเคียงข้าง เดินก้าวแรกอย่างมั่นคง โดยพวกเราเยาวชนรุ่นใหม่ สร้าง“หอวัฒนธรรมอาข่า” เพื่อเป็นหัวใจของการถ่ายทอดเรียนรู้วิถีชีวิต อนึ่ง เพื่อเป็นเกียรติยศบูชาบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์อาข่า สืบไปนิรันดร์



จากใจจริง
พี่น้องและสหาย
สรณ์

Facebook http://www.facebook.com/sorn2013


 

Enter your email address:

ท่านใดสมัครแล้ว กรุณาเช็คเมล์เพื่อคลิกลิ้งค์ยืนยันด้วยนะครับ


www.okmaxsite.com www.9dern.com
www.tlcthai.com ไฮ-ลาหู่หญ่า
Page 1 of 4912345...101520253035...Last »