พิธีกรรม คาถา ยาสมุนไพร กับหมอเทวดาอาข่า
หมอหรือแพทย์ชนเผ่าอาข่า แต่ครั้งกำเนิดชนเผ่าอาข่าขึ้นมาคอยทำหน้าที่ บำบัดเยียวยา รักษาผู้เจ็บไข้ได้่ป่วย รวมทั้งขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี ให้กับผู้คนในสังคมชนเผ่าอาข่าเรื่อยมา มาวันนี้การดำรงอยู่ของหมอเหล่านั้นกำลังเผชิญและต่อสู้กับเทคโนโลยีภายนอกที่เรียกว่า “การแพทย์ปัจจุบัน” ที่ทันสมัยมากขึ้น มีความน่าเชื่อถึอ และให้เห็นเป็นรูปธรรมมากว่าคำว่า “นามธรรม” และที่ยิ่งกว่านั้นคือ การแพทย์ปัจจุบันมีงานวิจัยมารองรับ จุดนี้กลายมาเป็นปัญหาใหญ่สำรับหมออาข่าเลยทีเดียว
การเผชิญกับวิฤตศรัทธาของรุ่นหลานอาข่าที่นับคนเจริญรอยตามเท้าน้อยลงทุกวัน นำมาสู่ปัญหาอันยิ่งใหญ่ในอนาคต คำว่า “หมออาข่า” แห่งภูมมิปัญญาท้องถิ่น ที่คอยเยียวยารักษา บำบัด และทำพิธีกรรมรักษาต่างๆ ที่สืบทอดต่อกันมา กว่าจะตกมาถึงชั่วลูกชั่วหลานอาข่า ต้องใช้เวลาสะสมกันมานับพันปี จนมาถึงนับ พ.ศ.นี้ ลูกหลานอาข่าอย่างพวกเรากำลังจะทอดทิ้ง และละทิ้งมรดกอันนับค่ามิได้นี้ไป
อีกด้านหนึ่งของความหวัง หมออ่าข่าหลายๆคนพยายามใช้วิชทางการแพทย์ภูมิปัญหาท้องถิ่นอาข่า ผสมผสานระหว่างแพทย์แผนไทย และแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อเรียกกลับศรัทธาความน่าเชื่อถือมากกขึ้นจากลูกหลานอาข่า อีกทั้งเพื่อการรักษา เยียวยา และบำบัดผู้เจ็บไข้ได้ป่วยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ อีกด้านหนึ่งก็คือ เพื่อปรับตัวสู่สังคมภายนอก และเพื่อประยุกต์องค์ความรู้แบบองค์รวมเข้าด้วยกัน วิธีก็นับว่าเป็นวิธีหนึ่งที่จะสามารถทำให้ลูกหลานชนเผ่าอาข่าให้หันกลับมาสนใจภูมิปัญญาท้องถิ่น และใส่ใจในอัตลักษณ์ตัวตนมากขึ้น
ทำไมผมตั้งชื่อหัวบทความว่า “หมอเทวดาอาข่า” ตามที่ผมได้เรียนรู้และได้เห็นสมัยเป็นเด็กในหมู่บ้านอาข่า “บ้านม้งแปดหลัง” ซึ่งในตอนนั้นยังคงเป็นหมู่บ้านอาข่าที่ความเจริญยังเข้าไม่ถึง ไม่มีไฟฟ้าใช้ (ใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าซ) ไม่มีถนนเข้า (ใช้ทางเดินด้วยเท้า) ไม่มีทีวีดู ฉะนั้น ผมก็ได้ได้มีโอกาสเห็นและสัมผัสกับหมออาข่าต่างๆในสมัยนั้นด้วยตนเอง ซึ่งแยกประเภทหมอเทวดา หรือหมอแพทย์ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นอาข่าได้ 5 ประเภท คือ
หมอพิธีกกรม เป็นผู้ทำหน้าที่รักษาเยียวยาผู้เจ็บไข้ได้ป่วยที่เกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติ ลี้ลับ เกิดจากอำนาจมนต์ของผู้อื่น เช่น อาการป่วยที่ได้รับจากการทำไสยาศาสตร์เข้า และสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น ถูกผีปีศาจร้ายกระทำเข้า การรักษาอาการเหล่านี้ต้องเป็นหมอที่มีความเชี่ยวชาญ และเก่งกล้าสามารถ ต้องรอบรู้ทั้ง บทสวดไล่ผีปีศาจร้าย คาถาอาคมในการปัดเป่า รวมทั้งการใช้ยาสมุไพร และการใช้เครื่องอุปกรณ์ในการทำพิธีกรรมต่างๆ
หมอยี่ผ่า “ยี่ผ่า-yirpaq” หรือ หมอทรงเจ้า ผมไม่รู้คำว่า “หมอทรงเจ้า” เหมาะสมกับฐานะตำแหน่งนี้หรือเปล่า เป็นหมอพิธีกรรมฝ่ายหญิง ซึ่งหมอยี่ผ่า จะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ตามหาและเรียกขวัญผู้ป่วยให้กลับมาจากอีกภพภูมิหนึ่ง ทั้งนี้เพราะหมอยี่ผ่าสามารถเิดินทางไปสู่โลกหลังคามตายได้ (ตามความชื่อชนเผ่าอาข่า) พูดง่ายๆก็คือ สามารถถอดจิตไปสู่อีกโลกหนึ่งเพื่อสื่อสารกับวิญญาณต่างๆได้ นอกจากนั้น หมอยี่ผ่า ยังเป็นผู้มีหูทิพย์ และตาทิพย์อีกด้วย สามารถรับรู้และมองเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้อีกด้วย
หมอครรภ์ หรือหมอผู้ทำคลอด ภาษาชาวบ้านเีรียกว่า “หมอตำแย” เป็นผู้มีหน้าที่ในการทำคลอด ซึ่งเป็นเชี่ยวชาญ ชำนาญและมีองค์ความรู้ในการทำคลอด ลองนึกภาพดูนะครับ หมอครรค์ ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องอุปกรณ์ต่างๆในการอำนวยความสะดวกเวลาทำคลอดลูก แต่หมอครรถ์อาข่าไม่เคยทำคลอดลูกเสียชีวิต รวมไปถึงผู้เป็นแม่ด้วย (ตามที่ผมได้เห็นและได้ยินมา) ซึ่งการันตีได้ว่า เป็นหมอเทวดาคนหนึ่งในการทำคลอดด้วยสองมือเปล่า ที่วิเศษไปกว่านั้น หมอครรภ์อาข่ายังเป็นผู้ที่รอบรู้ในการดูแลสุขภาพของผู้เป็นแม่และทารกที่คลอดใหม่ด้วย
หมอยาสมุนไพร ชนเผ่าอาข่าเป็นชาติพันธุ์หนึ่งที่มีความรอบรู้ในการใช้ยาสมุนไพรรักษาผู้คนไม่แพ้ชาติไหน ผู้เฒ่าผู้อาวุโสอาข่าทุกคนมักจะรู้เรื่องยาสมุนไพรในการใช้บำบัดรักษาและเยียวยาผู้ได้รับาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็น ขาหัก แขนหัก กระดูกข้อมือข้อเคลื่ออน จนไปถึงสิ่งเล็กๆ เช่น มีดบาด น้ำร้อนลวก แผลเกิดจากไฟไหม้ และที่เกิดจากการทำร้ายของสัตว์ชนิดต่างๆ แต่หมอยาสมุนไพรอาข่าส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย 90 % เป็นผู้หญิงบ้างแต่ส่วนน้อยมาก โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้หญิงอาข่าจะรู้จักใช้ยาสมุนไพรในการรักษาบาดแผลเล็กๆน้อยๆเท่านั้น แต่ก็มีบางคนที่รู้จักใช้ยาสมุนไพรเท่าผู้ชายอาข่า
หมอกายภาพบำบัด เป็นผู้เชี่ยวชาญและชำนาญในการรักษาโดยการ บีบ นวด และกดจุดตามเส้นเอ็นต่างๆตามร่างกาย เช่น เวลาเกิดอาการปวดท้องโดยไม่รู้สาเหตุ หมอภายภาพบำบัดจะไปจับจุดตรงหน้าท้อง ซึ่งทำให้อาการปวดท้องหาย หรือทุเลาลงได้ การรักษาอาการปวดศรีษะ จะทำการใช้สองนิ้ว นิ้วชี้กับนิ้วกลางดึงตรงกลางหน้าผากโดยให้เกิดรอยแดงๆออกมา หรือเิกิดอาการไม่สบายตัวร้อนขึ้นมา จะใช้สองนิ้วดึงหนังบนรอบคอ และดึงแผ่นหลัง ตอนเป็นเด็กผมก็ถูกรักษาด้วยวิธีหลายครั้ง ทุกครั้งที่ทำการรักษาเส็จทำให้ร่างกายสดชื่นมากขึ้น อาการไข้ก็จะลดลงทันที ( ผมพูดอย่างเดียวไม่เห็นภาพ..หลายๆคนไม่เชื่อแน่นอน อยากให้กลับไปถามพ่อแม่ที่บ้านดูนะครับ)
วิธีหนึ่งที่เราได้เห็นกันบ่อยๆในหมู่บ้านอาข่า คือ การเข้าเฝือกไม้ เป็นการเยียวยารักษาผู้คนที่ได้ัรับอุบัติเหตุทางกระดูก แช่น กระดูแข้ง กระดูกขาหักหรือแตก โดยวิธีการนั้นจะใช้ประกอบไปกับคาถา และยาสมุนไพรไปพร้อมๆกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินว่า ชนเผ่าอาข่าจะมีวิธีการรักษาแบบนี้ด้วย
ในขั้นตอนการเยียวยากรักษาอาการต่างๆของชนเผ่าอาข่านั้นส่วนใหญ่แล้วจะประกอบด้วย พิธีกรรม คาถา ยาสมุนไพร และผู้ทำการรักษา เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้เลย และการเยียวยารักษาของอาข่านั้นมีเยอะมาก บุคคลคนเดียวไม่สามารถเรียนรู้ทั้งหมดได้ ผู้คนสมัยก่อนที่ไม่มีภาษาเขียน จะช่วกันจำและบันทึกไว้ในสมองกันมาเรื่อยๆจนมาถึงทุกปัจจุบัน
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ไม่ว่าจะเป็นด้วยระบบการศึกษา การมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ การหันไปสนใจวิชาแพทย์ทางตะวันตกมากขึ้น หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น ทำให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเข้ารับการรักษาแบบพิธีกรรม สิ่งที่จะพอเกี่ยวข้องกับศาสตร์การรักษาโรคของบรรพบุรุษชนเผ่าอาข่าอยู่บ้างก็แค่เรื่องของ ยาสมุนไพร แต่ด้านเรื่องความเชื่อทางจิตวิญญาณหายไป สุดท้ายแล้ว สิ่งเหล่านี้จะยังคงอยู่ และคู่กับชนเผ่าอาข่าตลอดไปได้หรือไม่
บทความข้างบนนี้เกิดจากการผสมผสานความรู้ระหว่างชนเผ่าอาข่ากับมุมมองทัศนะของผม ซึ่งไม่ได้เกิดจากการทำวิจัข และกลั่นกรองมาอย่างถี่ถ้วน ขอให้ทุกคนอ่านด้วยดุลพินิจพิจารณา หากจะนำไปใช้ประกอบบทเรียน หรืออ้างอิงใดๆ ขอให้ไปสอบถามจากผู้หลักผู้ใหญ่ของชนเผ่าอาข่าก่อน
ชีวิตที่ไม่สมหวัง ตอนที่ 12
ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกไหม แล้วพ่อของแกก็พูดขึ้นมาว่า ไม่อยู่ที่ไหนมา ทำไมไม่กลับมาอยู่ที่บ้าน โอ้ย……โล่งค่ะ ใจหายหมดไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ แล้วพ่อแกก็บอกว่า “พ่อขอโทษนะ ให้กลับมาอยู่ที่ซะ”
แต่ลูกสาวก็ไม่ยอมอะไรง่ายๆ อยู่แล้ว แกพูดว่า “ ไม่” คำเดียว แล้วหันมาหาฉันแล้วพูดว่า “ม่าค่ะหนูไปก่อนนะ” แต่พ่อแกก็ยังพูดอีกว่า “พ่อขอโทษจริงๆ นะลูก” แต่ลูกสาวฉันไม่พูดอะไรเลย แล้วก็เดินออกไป สามีฉัน พูดกับฉันว่าเขาผิดเองผิดทั้งหมด ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ที่มันเป็นอย่างนี้ ก็เพราะตัวเขาเอง เขาร้องไห้กับฉัน ขอโทษฉัน
แล้วพูดเหมือนกับคนที่กำลังจะจากกันไปไกลมากฉันจำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่ง ฉันเห็นรถตู้คันสีขาวมาจอดหน้าบ้าน พอดีวันนั้นสามีไม่อยู่ฉันอยู่บ้านกับลูกสาวคนเล็กกันสองคน แล้วมีชายคนร่างสูงใหญ่ ใส่ชุดเหมือนคนมีหน้าทีการงานที่ดี เดินลงมาถามฉันว่า ฉันเป็นภรรยาของ นายเสือใช่ไหม?
ฉันก็บอกว่าใช่ แล้วเขาก็คุยถามต่างๆ นาๆ แล้วสุดท้ายถามฉันว่าอยากให้สามีของตายรึเปล่า? ฉันไม่ตอบอะไรและมองหน้าของเขาอย่างสงสัย แล้วเขาก็ไม่ได้ถามอะไรต่อแล้วก็ขอตัวกลับ ในเย็นวันนั้น ฉันรอสามีกลับบ้านทั้งคืนก็ไม่มีวี่แววเขาจะกลับมา ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลย จากนั้นสามวัน ทางเจ้าหน้าตำรวจก็มาที่บ้านแล้วมาบอกฉันว่า สามีฉันเสียแล้ว ฉันไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลย คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยบอกให้น้องชายของฉันเอง ให้ไปแจ้งข่าวนี้ให้ลูกสาวคนโตทราบ
แล้วก็ให้ไปรับศพกลับมาด้วยที่โรงพยาบาลในตัวอำเภอ สามีฉันของฉันโดนยิงตายค่ะ แต่ไม่ทราบเป็นเพราะเรื่องอะไร มีความขัดแย้งอะไรกันก็ไม่ทราบ เพราะฉันไม่เคยทราบอะไรเลยเกี่ยวเรื่องงานของเขาเลย ถ้าถามว่าเสียไหม? ฉันรู้สึกงงๆ นะตอนนั้นและ รู้สึก สับสน ไม่รู้จะเริ่มต้นชีวิตใหม่กันยังไงดี ฉันต้องดูแลลูกสาวสามคนตามลำพัง
นับตั้งแต่นั้นมา รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่หนักมากสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่รู้หนังสือ พูดภาษาไทยไม่ชัดเจน ต้องเลี้ยงดูลูกทั้งสามคนที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ หลายอย่างที่ได้เรียนรู้กับชีวิตที่ผ่านมา ที่ได้ใช้ชีวิตกับผู้ชายอาข่าสามีของฉันคนนี้เขาเป็นแรกและเป็นคนสุดท้ายของฉันถึงแม้ว่าการแต่งงานของเราไม่ได้เกิดจากความรักแต่ความผูกพันธ์ก็ทำให้ฉันได้รู้ว่าฉันก็รักเขาด้วยเช่นกัน
ที่ผ่านมาฉันเคยคิดตลอดว่าทำไมต้องเป็นฉันที่ต้องเจอแบบนี้ ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอยู่ต่างถิ่น ต่างเผ่าพันธ์ แต่พอมาตอนนี้ฉันรู้สึกว่าฉันดีใจที่มันเป็นแบบนั้นตั้งแรก ฉันรู้สึกว่าตอนนี้ตัวฉันเองเป็นคนอาข่าคนหนึ่ง ไม่ใช่คนจีน ดีใจที่ได้เห็นลูกสาวทั้งสามคนเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนมาก
ทุกวันนี้ ลูกสาวคนโตเรียนใกล้จะจบแล้วแกอยากเป็นนักกฏหมายและคงอีกไม่นานคงจะได้ช่วยเหลือชนเผ่าอาข่าด้วยกัน ลูกสาวคนที่สองกำลังเรียนแพทย์ คนนี้เธออยากเป็นแพทย์หญิงผ่าตัด ความฝันของแกอยู่ไม่ไกลเกินไปหรอกค่ะ
และคนสุดท้อง แกกำลังเรียนมัธยมต้นอยู่ค่ะ แต่คนนี้แกอยากเป็นตำรวจหญิง
ตอนนี้ครอบครัวของเรามีความสุขมากค่ะเรามีกันสี่คน และตัวของฉันเองก็หวังว่าครอบครัวของเราจะได้มีโอกาสรับใช้พี่น้องชนเผ่าอาข่า เพราะลูกๆของฉันศึกษาเพื่อที่จะรับใช้พี่น้องชนเผ่านั้นคือความฝันของพวกเธอทั้งสาม ขอบคุณพระเจ้าที่ให้เรามีวันนี้
ขอบคุณทุกท่านค่ะที่สระเวลาติดตามอ่านผลงานขององค์หญิงน้อยเจอกันใหม่ในเรื่องหน้านะค่ะ มีความสุขกันทุกวันนะค่ะ
องค์หญิงน้อย
ไม่ได้คิดมาก……แค่ไม่เคยลืม
เหตุการณ์นี้เป็นภาพในความทรงจำแรกที่เกี่ยวกับพ่อ ที่ฉันจะนึกถึงก่อนเรื่องอื่นใดเสมอ เพราะ…ฉันเข้าใจว่า เป็นครั้งแรกที่เห็นพ่อในวัยที่ฉันกำลังจำความได้แล้วก็ถูกตีทันทีในเวลานั้น
ด้วยความที่ยังเป็นเด็กเลยชอบเล่นชอบซนตามประสาเด็กๆ(เล่นทั้งวันจนค่ำเลย อิอิ) มีวันหนึ่งฉันถือกุญแจบ้านติดไว้กับตัวโดยสวมไว้ที่คอ วันนั้นฉันไปเล่นน้ำขณะที่กำลังดำนำอยู่สร้อยกุญแจก็หลุดออกไปจากคอ ฉันเห็นมันตกลงไปใต้ก้นบึง(ฉับชอบลืมตาเวลาดำน้ำ) ด้วยน้ำหนักของมัน มันจึงตกลงไปไวมาก
ฉันอยากตามไปจับสร้อยมันให้ได้เหลือเกิน แต่ขนาดนั้นฉันก็เริ่มจะหมดลมหายใจแล้ว ฉันเลยรีบขึ้นมาจากการดำน้ำ ระหว่างที่กำลังขึ้นมาสู่ผิวน้ำก็เกือบขาดใจตายเพราะเหลือลมหายใจเพียงน้อยนิด ฉันพยายามจะดำน้ำหากุญแจให้ได้แต่ก็ไม่ได้ เพราะลึกมาก ลมหายใจฉันไปไม่ถึง
ตอนนั้นฉันกลัวมากเพราะรู้ว่าต้องโดนแม่ตีแน่ๆ ใครก็รู้ว่าน้ำพ่อฉันดุมาก ส่วนแม่ก็เข้มงวดมาก วันนั้นฉันลุกลนมากไม่รู้จะทำยังไงดี ยิ่งใกล้เวลาเย็นที่แม่จะกลับมาจากการทำงานแล้วเข้าบ้านไม่ได้ แม่ต้องโมโหแน่ๆเลย(ณ เวลานั้นไม่ได้นึกถึงพ่อเลย เพราะไม่รู้ว่าพ่อได้อยู่บ้านรึเปล่าหรือฉันอาจจำไม่ได้) วันนั้น….ก่อนที่แม่จะกลับมาถึง ฉันถือจอบที่อยู่ข้างนอกบ้านทุบให้กุญแจหลุดออกจากประตู แล้วก็จัดการทำงานบ้านและให้อาหารไก่เรียบร้อยแล้วก็หนีไปหลบอยู่ที่อื่น
จากนั้นก็ไม่รู้แล้วว่าพอแม่กลับมาถึงเกิดอะไรขึ้นบ้าง อาจจะตกใจและคิดว่าขโมยเข้าบ้านรึเปล่าไม่รู้ ฉันรออยู่จนค่ำที่ใต้ถุนบ้านของเพื่อนบ้านไม่กล้าเข้าบ้านเพราะกลัวแม่ดุและตี จึงตั้งใจว่าจะรอให้ถึงเวลาเข้านอนแล้วจะรีบไปที่นอนโดยไม่ให้แม่เห็น
แต่จู่ๆ พ่อก็เดินผ่านฉันไปเพื่อกลับบ้าน ฉันยังไม่รู้ว่าใครมาเดินผ่าน แต่แล้วพ่อก็กลับมายืนอยู่ใกล้ฉัน แล้วชี้มือพูดว่า มาทำอารัยอยู่ตรงนี้ ทำไมดึกแล้วไม่กลับเข้าบ้าน(เพิ่งรู้ว่าเป็นพ่อ ก็ตอนนั้น) จากนั้นพูดอะไรต่อบ้างไม่รู้จำไม่ได้แล้ว แต่ฉันกำลังสับสนอยู่ว่าพ่อมาเมื่อไหร่ มาอยู่ที่นี่ได้ไง หรือพ่อเพิ่งกลับมาบ้านตอนนี้ แล้วพ่อก็เดินเข้ามาพร้อมถอดรองเท้าแตะขาหนีบสีเขียวข้างขวา ฉันรู้แน่แล้วว่าจะถูกพ่อตีแต่ฉันก็ไม่กล้าวิ่งหนี
พ่อจับแขนฉันไว้แล้วตีก้นฉันซ้ำแล้วซ้ำอีก ตอนนั้นฉันไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอะไรเลย ใจฉันนิ่งเฉยและเย็นชามาก ไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้สะอื้น ไม่มีน้ำตาไหลแม้สักหยด(ทั้งที่ทีปกติแล้ว เป็นคนบ่อน้ำตาตื้น) แล้วพ่อก็ตีหนักขึ้นและถี่มากขึ้นอีก ในขณะนั้นฉันก็คิดไปว่า เพราะฉันไม่ร้องไห้เหรอพ่อถึงไม่หยุดตีสักที
พ่อจะตีไปเรื่อยๆจนกว่าจะทำให้ฉันร้องไห้ให้ได้ใช่มั้ย พอคิดอย่างนั้นฉันก็เกือบจะร้องไห้ออกมาแล้ว แต่ก็คิดได้ว่าบ้านเราไม่ชอบให้ร้องไห้ ยิ่งร้องไห้ก็มีแต่จะยิ่งดุและตีหนักว่าเดิม(แบบว่า เคยโดนตีเพราะไม่หยุดร้องไห้ แล้วจะตีจนกว่าจะหยุดร้องไห้ คิดว่าคงโดนกันหลายคนอยู่แหละนะ อิอิ)
วันนั้นฉันบอกกับตัวเองว่า ต่อให้พ่อตีจนนั่งไม่ได้ ฉันก็จะไม่ร้องไห้เด็ดขาด จากนั้นก็จำไม่ได้แล้วว่าพ่อเลิกตีเมื่อไหร่และทำยังไงต่อจากนั้น แต่ในความทรงจำฉัน เห็นแต่ภาพที่พ่อตีๆๆอยู่เรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุดและในขณะที่พ่อตีฉันอยู่ ฉันเองก็ไม่ได้มองหน้าพ่อสักครั้งเลย
สุดท้าย….เลยไม่มีใครได้รู้ว่าเรื่องมันสิ้นสุดยังไง เพราะสำหรับคืนนั้นฉันเองก็จำอะไรต่อจากนั้นไม่ได้อีกเหมือนกัน;-) ^_^…
