เป็นเรื่องภาษาอาข่า
มีเรื่องเล่าว่า “ในอดีตกาล (ไม่รู้อยู่ช่วงยุคไหนของอาข่า) ชนเผ่าอาข่ามีตัวหนังสือใช้เป็นของตนเอง โดยตัวหนังสือทั้งหมดถูกบันทึกไว้บนหนังควาย ต่อมาในภายหลังมีการสู้รบกันระหว่างชนเผ่าขึ้น และถูกศัตรูบุกรุกโจมดี จึงต้องอพยพหนีออกจากพื้นที่ไปอยู่ที่อื่น ในขณะที่หนีการตามล่าของศัตรูก็แบกหนังควายที่สลักภาษาอาข่าเอาไว้ไปด้วย
การหลบหนีศัตรูพร้อมกับแบกตัวหนังสือที่บันทึกไว้บนหนังควายนั้นสร้างภาระให้กับทุกคน ขณะเดียวกันเสบียงอาหารที่ติดตัวมาก็หมดพอดี ผู้นำจึงเรียกทุกคนมาประชุมกัน สุดท้ายพร้อมใจกันลงความเห็นว่า ต้องเผาหนังควายกิน เพื่อความอยู่รอดเผ่าพันธุ์อาข่า ” ตั้งแต่นั้นมา ชนเผ่าอาข่าก็ไม่มีตัวหนังสือใช้เป็นของตนเองอีกเลย ใช้แต่ความจำ และปากต่อปากสืบทอดเผ่าพันธุ์กันเรื่อยมา

ด้วยภูมิปัญญาของชาวอาข่าที่พยายามถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์ของตนเองให้ลูกหลานสืบทอด จึงคิดค้นกุสโลบาย และความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ เช่น นิทาน สุภาษิต เพลง สัญลักษณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการท่องจำชื่อบรรพบุรุษตั้งแต่ปฐมอาข่าคนแรกมาถึงชื่อตนเอง ที่เรียกว่า “จึ-tseevq”
ยิ่งกว่านั้นในคำสวด และบทสวดในประเพณีพิธีกรรมต่างๆก็ถูกสอดแทรกเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชนเผ่า มีการบรรยายถึงการโยกย้าย ย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากอยู่ในที่ต่่างๆไว้อีกด้วย
ภาษาอาข่ายังเป็นเครื่องมือสร้างความบันเทิง ความรื่นเริง ความสนุกสนานให้กับสังคมอาข่าอีกด้วย โดยเฉพาะการร้องรำทำเพลง ชาวอาข่ามีหัวใจแห่งดนตรีในทุกหนทุกแห่ง อย่างยิ่งการร้องเพลงโต้ตอบกันของหนุ่มสาวเวลาไปทำไร่ทำสวน ซึ่งก็ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ ต้องพลิกแพลนในการขับร้อง
หนุ่มสาวอาข่าสามารถแต่งเพลงพร้อมร้องไปด้วยได้ในขณะเดียวกัน เพลงที่โต้ตอบกันส่วนใหญ่ไม่ใช่เพลงที่แต่งมาก่อน หรือ นำเพลงของคนอื่นมาร้อง แต่เป็นเพลงที่แต่งขึ้นเฉพาะหน้าแล้วร้องตามสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วเป็นเรื่อง “มหัศจรรย์ในบทเพลงอาข่า”
ปัจจุบันชนเผ่าอาข่ามีตัวหนังสือใช้เป็นของตนเอง ผมก็ไม่แน่ใจว่า ชาวอาข่ามีตัวหนังสือใช้มาตั้งแต่เมื่อไร พ.ศ.ไหน ไม่มีหลักฐานอ้างอิงในมือที่ชัดเจน เคยไ้ด้ยินผู้ใหญ่อาข่าหลายคนเล่าว่า มีคณะมิชชันนารีสอนศาสนาเข้ามาในไทย แล้วได้ประดิษฐ์อักษรใช้ให้กับชาวอาข่า โดยการปรับประยุตก์ให้กับประเพณีวัฒนธรรมอาข่า ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ตัวอักษรที่ประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรกนั้นมีรูปร่างลักษณะ หรือแบบพิมพ์เป็นอย่างไร (หากมีใครทราบช่วยคอมเม้นให้ด้วย)
เมื่อวันที่ 8 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2551 กลุ่มผู้นำอาข่าไทย อาข่าจีน อาข่าพม่า และอาข่าลาว ไม่แน่ใจว่า มีอาข่าจากประเทศลาวเข้าร่วมในครั้งนี้ด้วยหรือเปล่า (khanqgm aqkaq sanqbovq maeqbawq-e deq) ได้ร่วมกันจัดประชุม หาข้อตกลงเรื่องการใช้ “ภาษาอาข่า” ที่ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จุดเริ่มต้นครั้งนี้ ก็เพื่อให้ชาวอาข่าทุกประเทศใช้ตัวอักษรภาษาอาข่าแบบเดียวกัน พิมพ์เดียวกัน (ก่อนหนัานั้นชาวอาข่่าแต่ละกลุ่มใช้ตัวอักษรภาษาอาข่าไม่เหมือนกัน) การประชุมเรื่องภาษาอาข่านั้น มีหลายครั้งด้วยกัน การประชุมครั้งล่าสุดก็เมื่อวันที่ 5-9 เมษายน 2553 ที่ เชียงตุง ประเทศพม่า (หนังสือ Dawq Siq Paer Tanr, 2553)
ทุกวันนี้ ผมพยายามศึกษา เรียนรู้ตัวหนังสืออาข่าตัวใหม่ล่าสุดด้วยตนเอง จากหนังสือบ้าง จากโลกออนไลน์บ้าง โดยเฉพาะจากเพลงอาข่า ถามผมว่า “ยากไหม” โดยส่วนตัวแล้วไม่ยากครับ เพราะประการแรก มีพื้นฐานความเป็นอาข่า โดยเฉพาะพื้นฐานการพูดภาษาอาข่าอยู่แล้ว ประการที่สอง มีพื้นฐานด้านภาษาอังกฤษ (อย่างน้อยๆก็รู้สระ พยัญชนะ) ซึ่งถ้าเราตั้งใจศึกษา เรียนรู้ตัวหนังสืออาข่า ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ผมมั่นใจว่า อ่านออก เขียนได้อย่างแน่นอน
ปล. ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมขอให้ไปสอบถามองค์กร หรือหน่วยงานที่ทำงานด้านอาข่า
“จึ” อาข่า [tseevq] มรดกสืบทอดชนเผ่าอาข่า

1.เพื่อสืบทอดตระกูลชนเผ่าอาข่า และสืบทอดบรรพบุรุษ ซึ่งว่าด้วยนามสกุลของตัวเอง
2.เพื่อสืบสานตระกูลเครือญาติ สืบหาสายเลือดเชื้อสาย ความเป็นญาติพี่น้อง
3.เวลาเกิดเเหตุการณ์คับขัน หรือสิ่งเลวร้ายขึ้นกับตนเอง มีความเชื่อว่า ถ้านับ “จึ” ชื่อบรรพบุรุษตนเองได้ จะแคล้วคลาด รอดพ้น ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง
4.มีข้อห้ามเด็ดขาด “ห้ามแต่งงานกับคนในตระกูลเดียวกัน (นามสกุลเดียวกัน)” ถ้าช่วงห่างของ “จึ” ยังไม่ถึง 7 ชั่วโครตไป ต้องนับ “จึ” เพื่อตรวจสอบดูว่า เป็นญาติพี่น้องกันหรือไม่
5. เมื่อคนในตระกูลใดตระกูลหนึ่งเสียชีวิตลง ผู้นำสวด คือ “พี๊มา” [Pirma] จะทำิพิธีสวดและท่อง “จึ” ของตระกูลนั้นๆ ทั้งนี้เพื่อส่งวิญญาณไปสู่สุคติ และไปพบกับบรรพบุรุษของตนเอง
“จึ” tseevq ตั้งแต่ ซุ่มมิโอ๊ ถึง หม่อ โป่ว เส้อ (นับจากซ้ายไปขวา)
| “จึ”อาข่า | ภาษาไทย | “จึ”อาข่า | ภาษาไทย |
|---|---|---|---|
| Smq mir or | ซุ่มมิโอ๊ | Or toeq loe | โอ๊โท่วโล่ว |
| Toeq loe dzm | โท่วโล่วจุม | Dzm mawq yaer | จุ่มหม่อแญะ |
| Mawq yae cav | หม่อแญะจา | Cav tiq siq | จ่าธี่สิ่ |
| Tiq siq lir | ธี่สี่ลี่ | Lir pawq baev | ลี่เพ่อะแบ่ะ |
| Pawq baev uv | เพ่อะแบ่ะอุว | Uv nyoq zaq | อุวโญ่ะซ๋า |
| Nyoq zaq tsawr | โญ่ะ ซ๋า ช้อ | Tsawr mawq oer | ช้อ หม่อ โอว |
| Mawq oer dzoeq | หม่อ โอว โจ่ว | Dzoeq tanq panq | โจ่ว เทอะ พ่อง |
| Tanq panq manr | เทอะ พ่อง มึ้ง | Manr hawq tan | มึ้ง ฮ่อง ทึง |
| Hawq tan jeiq | ฮ่อง ทึง เจ่ | Jeiq lei nyawr | เจ่ เล ญ้อ |
| Nyawr cir lavq | ญ้อ ชิ หล่า | Lavq tanr boeq | หล่า เท๊อะ โบ่ว |
| Tanr boeq soev | เท๊อะ โบ่ว โซ่ว | Boeq soev laev | โบ่ว โซ่ว แล |
| Laev lmr bor | แล ลุ๊ม โบ้ว | Bor mawq pov | โบ้ว หม่อ โป่ว |
| Mawq pov sanr | หม่อ โป่ว เส้อ |
ปล. คำอ่านภาษาไทย ไม่ถูกต้องตามคำออกเสียงภาษาอาข่าอย่าง 100%
ที่อยู่เพลงชนเผ่าอาข่า หาฟังเพลงอาข่า
เวลาทำงาน เวลาอ่านหนังสือ เวลาทานข้าว พูดได้ว่า ทุกโอกาสผมมักจะฟังเพลงอาข่าประจำ แม้จะยืนยงอยู่ในเมืองศรีวิไลอันห่างไกลจากถิ่นฐานบ้านเกิด มีใครบ้างเหมือนปฏิบัติเหมือนผม เชื่อว่า มีหลายคนฟังเพลงอาข่าประจำ และเชื่อมั่นว่า หลายๆคนที่ดั้งด้นออกจากบ้านไปไม่ได้ฟัง อาจเป็นเพราะว่า อยู่ในสังคมเมืองที่ไม่อาจเปิดตัวได้ อาจเป็นเพราะว่า หาที่ฟังเพลงอาข่าไม่ได้ อาจเป็นเพราะว่า ฟังแล้วไม่รู้เรื่องทำให้ต้องทิ้งไป อาจเป็นเพราะจงใจไม่ต้องการฟังเพลง อาจเป็นเพราะว่า ไม่มีแรงจูงใจ หรืออาจเป็นเพราะว่า มันไม่ทันสมัยไปร้องที่ไหนไม่ได้ เป็นต้นแล.
ประมาณ 10 ปีที่แล้ว การจะหาฟังเพลงอาข่านั้น (สำหรับผม) ยากมาก ตอนผมอยู่ มัธยมต้น จนถึง ป.ตรี ปีแรก ยังฟังเพลงจากม้วนเทปอยู่เลย มีอยุ่ประมาณ 2-3 ม้วน ไม่มีโอกาสได้ฟังเพลงอาข่าจากแผ่นซีดี ไม่ได้ดูมิวสิควีดีโอเพลงเหมือนปัจจุบัน ผมจำได้อย่างแม่นยำ ช่วงที่เพลงอาข่าบูมมากที่สุด ก็คือช่วงที่นักร้องชายอาข่า มีชื่อว่า “จังโบ” (jarbo) จากประเทศจีน มาแสดงคอนเสริต์อาข่าในประเทศไทย ช่วงนั้นเองที่มีโอกาสได้ฟังแผ่นเพลงซีดีอาข่า
สำหรับผมในยามที่เหงา ท้อแท้ หรือหมดกำลังใจ ทางหนึ่งคือ หันเข้าหาฟังเพลงอาข่า มีบทเพลงอาข่ามากมายทำให้คลายเหงา คลายความคิดถึง ให้กำลังใจ เพิ่มพลังในการดำเนินชีวิต ให้แง่มุมคติสอนใจอาข่า ซึ่งก็หาฟังได้ตามโลกอินเตอร์เน็ต เช่น youtube และตามเว็บชนเผ่าอาข่า
ปัจจุบันหาฟังเพลงอาข่าได้ง่ายมาก แค่เราเข้าไปในโลกอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะเว็บขึ้นชื่ออย่าง youtube มีพี่ๆน้องๆอาข่าได้อัพโหลดไว้มากมาย เพียงแค่เราใช้คีย์ค้นหาใน google หรือ youtube เช่น คำว่า เพลงอาข่า akha song akha music or aqkaq เมื่อค้นหาแล้วจะโผล่รายการเพลงออกมามากมาย คลิกตามไปฟังจากลิงค์ต่างๆนั้นได้เเลย
ท่านที่อัพโหลดเพลงอาข่าไว้ใน youtube ที่ค่อนข้างมาแรง และอัพเดทตลอดเวลา นับได้มีไม่กี่ท่าน โดยมีการใช้ชื่อในการอัพโหลดเพลงต่อไปนี้
- Akhasong ตอนนี้มีเพลงอาข่าทั้งหมด 71 เพลง มีการอัพเดทอย่างสม่ำเสมอ มีทั้งเพลงอาข่าไทย เพลงอาข่าจีน และเพลงอาข่าพม่า เพลงส่วนใหญ่จะเ้น้นเนื้อหาอาข่าโดยตรง
- Chaiceenee มีเพลงอาข่าอยู่ทั้งหมด 22 เพลง ส่วนใหญ่เป็นเพลงอาข่าจากประเทศจีน (เป็นน้องอาข่าจากบ้านแม่เต๋อ)
- Akhamalay ส่วนใหญ่เป็นเพลงอาข่าจากพม่า (Merma Dawq car) มีเพลงพม่ารวมอยู่ด้วย ไม่ได้นับดูว่า มีเพลงอาข่าเท่าไร แต่ค่อนข้างเยอะเเหมือนกัน มีการอัพเดทอย่างสม่ำเสมอด้วย
- Lochingcha เป็นน้องที่รู้จักกัน มีเพลงอาข่าอยู่ทั้งหมด 45 เพลง มีทั้งเพลงอาข่าไทย อาข่าจีน และอาข่าพม่า น้องคนนี้ได้อัพโหลดเพลงฮานีอาข่าไว้เยอะเลยทีเดียว ( ใครยังไม่เคยฟังเพลงฮานีอาข่า..ตามไปฟังได้)
- Charat1982 มีอยู่ทั้งหมด 40 เพลง น้องคนนี้อัพโหลดเพลง จังโบ ไว้เยอะเลยทีเดียว ตั้งแต่ชุดแรกถึงชุดปัจจุบัน
นอกเหนือจากชื่อข้างบนแล้วก็มีชื่อ khonakha danrtavzaq somboonstudio eturet Prisananana Aeksaje annenunutun tonzung Sinsouk CarlZha เป็นต้น เท่าที่ดูรายชื่อเหล่านี้แล้วยังอัพเพลงไว้ได้ไม่เยอะ
ตอนนี้ผมกำลังรวบรวมเพลงเหล่านี้ให้มาอยู่ในที่เดียวกัน โดยสร้างหน้าหน้าเว็บเพลงอาข่าขึ้นมา (พูดไว้ในบทความที่แล้ว) ตามไปฟังกันได้ที่ ฟังเพลงอาข่า
เพราะอะไรต้องฟังเพลงอาข่า จากบ้านมานาน มาอยู่ในสังคมเมือง โอกาสที่จะสื่อด้วยภาษาอาข่ากันและกัน แทบจะไม่มีเลย วันวานพูดไทย พูดฝรั่ง พูดภาษาต่างชาติพันธุ์ ขณะเพื่อนอาข่าด้วยกันยังพูดภาษาไทยอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้มีโอกาสที่จะลืมเลือนภาษาและวัฒนธรรมตนเองหรือเปล่า??
ผมมั่นใจว่า ถ้าฟังเพลงอาข่าประจำ ช่วยให้ไม่ลืมภาษาได้ ช่วยให้ไม่ให้ละเลยประเพณีวัฒนธรรมได้ ช่วยจรรงโลงใจไม่ให้ลืมชาติกำเนิดได้ ช่วยให้สำนึกรักบ้านเกิดได้ ช่วยให้ธำรงรักษาประเพณีของตนเองไว้ได้ แม้จะไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นก็ตาม ท้ายสุดอาจช่วยให้ท่านยังมั่นคงนับถือบรรพบุึรุษนานเท่านาน…








