สถานที่สำคัญของชาวอาข่า
ชุมชนอาข่าที่นับถือบรรพบุรุษอาข่า มีสถานที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
1. ประตูหมู่บ้าน “ล้อข่อง” Lawr kanq
2. ชิงช้าใหญ่ “หละเฉ่อมา” Lavq ceq ma
3. ลานวัฒนธรรม “แดข่อง” Dae khanq
4. บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ “อีซ้อล้อเขาะ” ir sawr lawr khawvq
5. หิ้งบูชาบรรพบุรุษ “เปาะเหลาะเปาะทู้” Pawvq Lawvq Pawvq tur
6. ศาลเจ้าที่ “มี้ซ้อง” Mir sanr
7. ป่าช้าชุมชน “หล่อบยุ้ม” Lawq Bymr หรือ “จ้อพูนยี้ย้า” Jawr pu Nyir yar

บทความอาข่า พ.ศ. 2554
บทความอาข่าในรอบปี 2554 ที่ผ่านมา ที่จริงรวมแล้วไม่มากเท่าไหร่นัก อาจจะเป็นเพราะการอัพเดทบทความขาดความต่อเนื่อง บางเดือนไม่ได้อัพเดทบทความเลย ปล่อยทิ้งว่างไว้ หรือบางเดือนอัพเดท 4-5 บทความก็มี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ผู้เขียนและขึ้นอยู่กับองค์ความรู้ส่วนตัวด้วย บทความต่าง ๆ ที่อัพเดทขึ้น ไม่ได้เขียนเองทั้งหมด หลาย ๆ บทความนำมาจากหน้าหนังสือพิมพ์ หน้าอินเทอร์เน็ต และบางบทความมีน้อง ๆ เขียนส่งมาให้ก็มี
ส่วนในหัวข้อบทความนี้ นำเอาเฉพาะบทความที่สำคัญในรอบปี 2554 มาโพสไว้ เผื่อให้ท่านผู้อ่านจะได้หาอ่านง่ายมากขึ้น
ในหลวงกับชนเผ่าอาข่า “นิทานพระราชา”
ผู้เข้าร่วม “สังคายนาอาข่า” ณ หมู่บ้านฮู่ก้าข่า (Huqgar kaqpu) ประเทศพม่า
อาบอยี ถ้อยกวีในสายลม “ปราชญ์อาข่า”
ชนเผ่าอาข่าเอเชียร่วมกันบัญญัติวัฒนธรรมดั้งเดิม “อาข่าย้อง” ใหม่
สัมผัสชีวิตบนดอยชาวอาข่า เรียนรู้ “มิดะ” ไม่มีจริง
แบนลิขสิทธิ์เพลง “มิดะ” จรัล มโนเพ็ชร
เมื่อครูชำนาญกามโลกีย์ “มิดะ” สอนลีลาแก่ชายหนุ่ม ไม่เคยมีในสังคมอาข่า
แฉตำนานมั่ว หญิงมิดะ-ลานสาวกอด
ชี้ลบภาพ’มิดะ-ลานสาวกอด’ยาก วธ.เชื่อไม่เข้าใจชนเผ่า-คิดสัปดน
ความจริง “หมี่ดะ” จากเจ้าของวัฒนธรรมชนเผ่าอาข่า
การเสวนา “คลายปมมิดะ และลานสาวกอด”
ผลกระทบที่เกิดจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง มิดะและลานสาวกอด
ประวัติศาสตร์ชนเผ่าฮานี-Origin of the Hani People ตอน 1
ประวัติศาสตร์ชนเผ่าฮานี-Origin of the Hani People ตอน 2
ประวัติศาสตร์ชนเผ่าฮานี-Origin of the Hani People ตอน 3 จบ
เด็กชนเผ่าอาข่ากับโฆษณาดัง กรุงไทย แอกซ่า ประกันชีวิต
ผู้อาวุโสอาข่าสอนวิธีจีบสาวอาข่า
คือ “มิดะ” ในจินตนาการกับนิทาน “ลานสาวกอด”
ไม่มี “มิดะ” ไม่มี “กะลาล่าเซอ” ไม่มี “ลานสาวกอด”
เว็บไซต์ไอแอมอาข่า “iamakha.com” มีอะไรบ้าง
เป็นเรื่องภาษาอาข่า
มีเรื่องเล่าว่า “ในอดีตกาล (ไม่รู้อยู่ช่วงยุคไหนของอาข่า) ชนเผ่าอาข่ามีตัวหนังสือใช้เป็นของตนเอง โดยตัวหนังสือทั้งหมดถูกบันทึกไว้บนหนังควาย ต่อมาในภายหลังมีการสู้รบกันระหว่างชนเผ่าขึ้น และถูกศัตรูบุกรุกโจมดี จึงต้องอพยพหนีออกจากพื้นที่ไปอยู่ที่อื่น ในขณะที่หนีการตามล่าของศัตรูก็แบกหนังควายที่สลักภาษาอาข่าเอาไว้ไปด้วย
การหลบหนีศัตรูพร้อมกับแบกตัวหนังสือที่บันทึกไว้บนหนังควายนั้นสร้างภาระให้กับทุกคน ขณะเดียวกันเสบียงอาหารที่ติดตัวมาก็หมดพอดี ผู้นำจึงเรียกทุกคนมาประชุมกัน สุดท้ายพร้อมใจกันลงความเห็นว่า ต้องเผาหนังควายกิน เพื่อความอยู่รอดเผ่าพันธุ์อาข่า ” ตั้งแต่นั้นมา ชนเผ่าอาข่าก็ไม่มีตัวหนังสือใช้เป็นของตนเองอีกเลย ใช้แต่ความจำ และปากต่อปากสืบทอดเผ่าพันธุ์กันเรื่อยมา

ด้วยภูมิปัญญาของชาวอาข่าที่พยายามถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์ของตนเองให้ลูกหลานสืบทอด จึงคิดค้นกุสโลบาย และความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ เช่น นิทาน สุภาษิต เพลง สัญลักษณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการท่องจำชื่อบรรพบุรุษตั้งแต่ปฐมอาข่าคนแรกมาถึงชื่อตนเอง ที่เรียกว่า “จึ-tseevq”
ยิ่งกว่านั้นในคำสวด และบทสวดในประเพณีพิธีกรรมต่างๆก็ถูกสอดแทรกเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชนเผ่า มีการบรรยายถึงการโยกย้าย ย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากอยู่ในที่ต่่างๆไว้อีกด้วย
ภาษาอาข่ายังเป็นเครื่องมือสร้างความบันเทิง ความรื่นเริง ความสนุกสนานให้กับสังคมอาข่าอีกด้วย โดยเฉพาะการร้องรำทำเพลง ชาวอาข่ามีหัวใจแห่งดนตรีในทุกหนทุกแห่ง อย่างยิ่งการร้องเพลงโต้ตอบกันของหนุ่มสาวเวลาไปทำไร่ทำสวน ซึ่งก็ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ ต้องพลิกแพลนในการขับร้อง
หนุ่มสาวอาข่าสามารถแต่งเพลงพร้อมร้องไปด้วยได้ในขณะเดียวกัน เพลงที่โต้ตอบกันส่วนใหญ่ไม่ใช่เพลงที่แต่งมาก่อน หรือ นำเพลงของคนอื่นมาร้อง แต่เป็นเพลงที่แต่งขึ้นเฉพาะหน้าแล้วร้องตามสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วเป็นเรื่อง “มหัศจรรย์ในบทเพลงอาข่า”
ปัจจุบันชนเผ่าอาข่ามีตัวหนังสือใช้เป็นของตนเอง ผมก็ไม่แน่ใจว่า ชาวอาข่ามีตัวหนังสือใช้มาตั้งแต่เมื่อไร พ.ศ.ไหน ไม่มีหลักฐานอ้างอิงในมือที่ชัดเจน เคยไ้ด้ยินผู้ใหญ่อาข่าหลายคนเล่าว่า มีคณะมิชชันนารีสอนศาสนาเข้ามาในไทย แล้วได้ประดิษฐ์อักษรใช้ให้กับชาวอาข่า โดยการปรับประยุตก์ให้กับประเพณีวัฒนธรรมอาข่า ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ตัวอักษรที่ประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรกนั้นมีรูปร่างลักษณะ หรือแบบพิมพ์เป็นอย่างไร (หากมีใครทราบช่วยคอมเม้นให้ด้วย)
เมื่อวันที่ 8 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2551 กลุ่มผู้นำอาข่าไทย อาข่าจีน อาข่าพม่า และอาข่าลาว ไม่แน่ใจว่า มีอาข่าจากประเทศลาวเข้าร่วมในครั้งนี้ด้วยหรือเปล่า (khanqgm aqkaq sanqbovq maeqbawq-e deq) ได้ร่วมกันจัดประชุม หาข้อตกลงเรื่องการใช้ “ภาษาอาข่า” ที่ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จุดเริ่มต้นครั้งนี้ ก็เพื่อให้ชาวอาข่าทุกประเทศใช้ตัวอักษรภาษาอาข่าแบบเดียวกัน พิมพ์เดียวกัน (ก่อนหนัานั้นชาวอาข่่าแต่ละกลุ่มใช้ตัวอักษรภาษาอาข่าไม่เหมือนกัน) การประชุมเรื่องภาษาอาข่านั้น มีหลายครั้งด้วยกัน การประชุมครั้งล่าสุดก็เมื่อวันที่ 5-9 เมษายน 2553 ที่ เชียงตุง ประเทศพม่า (หนังสือ Dawq Siq Paer Tanr, 2553)
ทุกวันนี้ ผมพยายามศึกษา เรียนรู้ตัวหนังสืออาข่าตัวใหม่ล่าสุดด้วยตนเอง จากหนังสือบ้าง จากโลกออนไลน์บ้าง โดยเฉพาะจากเพลงอาข่า ถามผมว่า “ยากไหม” โดยส่วนตัวแล้วไม่ยากครับ เพราะประการแรก มีพื้นฐานความเป็นอาข่า โดยเฉพาะพื้นฐานการพูดภาษาอาข่าอยู่แล้ว ประการที่สอง มีพื้นฐานด้านภาษาอังกฤษ (อย่างน้อยๆก็รู้สระ พยัญชนะ) ซึ่งถ้าเราตั้งใจศึกษา เรียนรู้ตัวหนังสืออาข่า ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ผมมั่นใจว่า อ่านออก เขียนได้อย่างแน่นอน
ปล. ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมขอให้ไปสอบถามองค์กร หรือหน่วยงานที่ทำงานด้านอาข่า






