ชี้ลบภาพ’มิดะ-ลานสาวกอด’ยาก วธ.เชื่อไม่เข้าใจชนเผ่า-คิดสัปดน
ผอ.สถาบันวิจัยอาข่าชี้ลบภาพ’มิดะ-ลานสาวกอด’ยากเหตุถูกต่อเติมเพิ่มสีสันมายาวนาน เผยต้นเรื่อง’มิดะ’มาจากหนังสือ’30 ชาติในเชียงราย’
หลังจากที่ชมรมอาข่าในประเทศไทยร่วมกับโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ร่วมกันคลี่คลายปมวาทกรรม “มิดะ” และ “ลานสาวกอด” ด้วยการจัดเสวนา “มายาคติอาข่าในสังคมไทยคลายปมมิดะและลานสาวกอด” เมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นให้ตระหนักถึงวัฒนธรรมความเป็นชาวอาข่า
ล่นสุด เมื่อวันที่ 22 มกราคม นายนิพิฏฐ์ อิทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า การที่เข้าใจผิดว่าลานสาวกอด เป็นลานที่ให้คนหนุ่มสาวมากอดกัน ทั้งๆที่ความจริงแล้วไม่มี มีเพียงลานวัฒนธรรมที่มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากคนรุ่นก่อนสู่คนรุ่นหลังที่เรียกว่า “แต่ห่อง” นั้น ส่วนตัวมองว่า การเข้าใจผิดดังกล่าว เกิดจากการที่บุคคลเอาความคิดของคนรุ่นปัจจุบันไปอธิบายพฤติกรรมของคนในอดีต ยิ่งเมื่อความคิดนั้นไม่มีมาตรฐานคุณธรรมไปกำกับก็เลยทำให้กลายเป็นความคิดสัปดนไปกันใหญ่

นายนิพิฏฐ์ยังกล่าวอีกว่า ที่คำว่า มิดะ มีการเข้าใจคลาดเคลื่อน หมายถึง ผู้สอนกามารมณ์ ซึ่งไม่มีคำนี้ในภาษาอาข่า มีแต่คำว่า หมี่ดะ ที่หมายถึงหญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน เรื่องนี้ตนยังไม่ได้เคยได้ยิน อย่างไรก็ตามปัญหาการเข้าใจคลาดเคลื่อน จนมีนิตยสารบางฉบับนำเสนออกมาในรูปของการ์ตูนล้อเลียนว่า มิดะ เป็นผู้สอนกามารมณ์นั้น ตนมองว่า เป็นเรื่องปัญญาอ่อน ประชาชนในฐานผู้บริโภคสื่อต้องใช้ปัญญาวิเคราะห์ว่าควรเชื่อตามนั้นหรือไม่ ซึ่งการเข้าใจคลาดเคลื่อนนั้นเกิดขึ้นในคนบางกลุ่ม ถือเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม ฉะนั้นในส่วนของ วธ.จะยังไม่เข้าไปดูแล แต่ถ้าความเข้าใจคลาดเคลื่อนดังกล่าวเลยเถิดจนสร้างความเสียหาย หรือทำให้คนส่วนใหญ่เสียหาย วธ.จึงจะเข้าไปดูแล
ด้านนายไกรสิทธิ์ สิทธิโชดก ผู้อำนวนการสมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมชาวอาข่า จ.เชียงราย และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยชาวบ้านชนเผ่าอาข่าเอเชีย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า จากการศึกษาปัญหาน่าจะมาจาก 3 กรณี กล่าวคือในช่วงเวลา 30-40 ปีที่กลุ่มบุคคลภายนอกเข้าไปนำเรื่องราวของชาวอาข่ามาเผยแพร่นั้นยังมีข้อจำกัดในเรื่องของภาษา ซึ่งทั้งผู้ให้ข้อมูล ล่าม และผู้รับข้อมูลพูดกันไม่รู้เรื่องทำให้รับเรื่องราวที่ผิด กรณีที่สองเป็นการใช้ศัพท์ที่ผิดพลาด ซึ่งคำว่า “มิดะ” นั้นไม่มี แต่มีคำว่า “หมี่ดะ” แปลตามความหมายของชาวอาข่านั้นเป็นคำเรียกหญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน แต่เมื่อผู้รับข้อมูลเห็นหนุ่มสาวบางคู่นั่งจีบกันก็เพิ่มเติมความรู้สึกเข้าไปจนทำให้เกิดเลยไปในแง่ชู้สาว

กรณีสุดท้าย นายไกรสิทธิ์อธิบายว่า เมื่อวัฒนธรรมและจารีตประเพณีชาวอาข่าก้าวเข้าไปสู่วงการธุรกิจ ทั้งเรื่องของภาพยนต์ สาคดี บทเพลง หรือการ์ตูนต่างๆ ก็ถูกเสริมเติมแต่งนำเรื่องเพศเข้ามาเป็นจุดขายเพื่อเพิ่มสีสันจนเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้บริโภคมีความรู้สึกออกมาอีกด้านหนึ่งที่เป็นด้านลบ ซึ่งไม่เพียงแต่ชนเผ่าอาข่า หากแต่เป็นเพรื่องเพศไม่ว่าเผ่าพันธุ์ไหนก็นำไปเป็นจุดขายและได้รับความนิยมกันทั้งนั้น
“สมาคมอาข่าเองได้ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้มาในระดับหนึ่ง ทั้งในเรื่องของการสืบสานความเป็นมา การแก้ไขปัญหาและการสร้างความตระหนัก ผนวกกับการแก้ไขปัญหาสังคมด้านอื่นๆ แต่การนำเรื่องของมิดะและลานสาวกอดไปพัฒนาในเชิงธุรกิจและมีการเขียนเรื่องราวในแง่ลบมีมาอย่างยาวนานทำให้การแำก้ไขปัญหานั้นค่อนข้างยาก”
ที่ีมา หนังสือพิมพ์มติชน หน้า 15 ฉบับวันที่ 23 มกราคม 2554





