ครั้งหนึ่ง……อยากถามพ่อ
มีคำถามอยู่คำถามหนึ่ง ที่มักจะผุดขึ้นมาในสมองและตามมาด้วยความรู้สึกเจ็บปวดในใจเสมอ คำถามนั้นคือ ความรักของพ่อเป็นยังไง ความสงสัยนี้ไม่เคยได้รับความเข้าใจที่ถูกต้องเลย แม้ตอนนี้ก็ยังไม่มั่นใจว่าเข้าใจหรือยัง บางครั้งฉันพยายามนึก คิด และจินตนาการด้วยตนเองว่า ความรักของพ่ออาจเป็นแบบนี้ หรือต้องเป็นแบบนั้นเหมือนในหนังในละคร จนบางครั้งช่างเจ็บใจเหลือเกินที่ไม่สามารถรู้และเข้าใจได้ว่า แท้ที่จริงแล้วมันเป็นยังไงและที่สำคัญคือ อยากรู้ว่าพ่อรู้สึกกับเรายังไง
หลายครั้งที่เห็นภาพพ่อแม่ลูกเดินหรืออยู่ด้วยกัน มันมีความรู้สึกว่าภาพนี้มันช่างใจร้ายกับฉันเหลือเกิน เหมือนมีมีดคมๆมากรีดหัวใจอย่างไม่ปราณี ฉันคิดอะไรไม่ออกนอกจากจะคิดแต่ว่า…เรามีพ่อหรือเปล่านะ ความจริงฉันก็รู้ว่าฉันมีพ่อบังเกิดเกล้า แต่ในความหมายที่ฉันสงสัยนั้นคือ …เรียกว่าพ่อได้รึเปล่า… เวลาใครถามหรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวก็มักจะถูกถามว่า…หนูมีพ่อมั้ย …คือ………คำถามนี้เป็นคำถามที่กวนใจและอึดอัดใจที่จะตอบมากๆ
ตอนนั้น ฉันไม่เข้าใจว่า ็“พ่อ” ต้องเป็นยังไง แล้วอย่างพ่อฉันเรียกว่าพ่อได้รึเปล่า ด้วยความที่ไม่มั่นใจในคำตอบ ฉันจึงมักจะตอบว่า เอ่อ….เอ่อ….หนูไม่มีพ่อค่ะ จริงๆฉันก็อยากตอบว่ามีพ่อ แต่ฉันพูดไม่ออกว่าฉันมีพ่อ บางทีฉันก็ตอบว่า …คือ….หนูไม่ได้อยู่กับพ่อค่ะ และไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับพ่อเลยค่ะ เวลาใครคุยกับฉันและพูดถึงพ่อฉัน ฉันมักจะบอกว่าไม่ใช่พ่อฉัน เพราะฉันไม่เคยยอมรับว่าเขาเป็นพ่อ และฉันก็ไม่ได้เรียกเขาว่าพ่อต่อหน้าคนอื่นๆ
แต่ฉันจะเรียกชื่อเขาแทน ตอนนั้น…ถ้าเป็นไปได้…ฉันขอเลือกที่จะไม่มีพ่อจริงๆเหมือนเด็กคนอื่นๆอีกหลายคน มากว่าที่จะมีพ่อแต่เหมือนไม่มีพ่อ ฉันมักจะพูดว่า…ไม่มีพ่อดูแลเพราะเสียแล้ว ก็ยังน่าฟังน่ายอมรับได้ดีกว่าที่มีพ่อแต่เหมือนไม่มีพ่อ เพราะมันไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาอ้างให้ฟังดูดีได้เลย สงสัยใช่มั้ยค่ะ ว่าทำไมฉันถึงไม่ยอมรับเขา เพราะอะไร อย่างไร ทำไมฉันถึงคิดบ้าๆแบบนี้ได้
ฉันไม่ค่อยมีความทรงจำที่ดีๆกับพ่อสักเท่าไหร่ ก็เข้าใจว่าในสังคมและวัฒนาธรรมของอาข่านั้นมีช่องว่างระหว่างพ่อแม่ลูกมากและสงวนท่าทีในการแสดงออกถึงความรักความห่วงใยมาก ซึ่งเป็นอะไรที่ยากมากที่จะเห็นสักครอบครัวที่มีความสนิทสนมใกล้ชิดกันและแสดงท่าทีกันอย่างเปิดเผย ครอบครัวฉันก็เหมือนๆกับครอบครัวอื่นๆ แต่ต่างกันตรงที่แต่ละครอบครัวก็มีความเป็นไปที่ต่างกันไป
สมัยที่ยังเด็ก ฉันไม่ค่อยมั่นใจเลยว่า ครอบครัวฉันเคยอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาและเคยรับประทานอาหารร่วมกันรึเปล่า เพราะฉันจำไม่ได้ว่าเคยมีเลยหรือฉันเองที่จำไม่ได้รึเปล่าก็ไม่รู้นะ ฉันไม่เคยรู้เลยว่าพ่อกับแม่หย่ากันเมื่อไหร่ รู้เพียงว่าพ่อทิ้งเราไปตั้งแต่ฉันยังเด็ก
ฉันไม่เคยจำได้แม้สักช่วงว่าพ่ออยู่บ้านและเข้าใจว่าไม่เคยนอนกับพ่อ คือไม่เคยเห็นพ่อนอนอยู่ในบ้านอ่ะ(นอกจากตอนเด็กเล็ก ที่แม่บอกว่าฉันติดพ่อ จะนอนกับพ่อตลอด ) แม่บอกว่า พ่อค้าขายต่างหมู่บ้านนานๆทีถึงจะกลับมา ในชีวิตประจำวันช่วงวัยเด็กของฉันไม่ค่อยมีภาพของพ่อมาเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยนัก และเท่าที่มีอยู่น้อยนิดก็เป็นภาพที่ไม่ค่อยจะน่ายินดีด้วยเลย……..






ครั้งหนึ่งที่เจอ”ปัญหา” หนักเพื่อนยกภาษิตธิเบตตอนหนึ่ง”หากปัญหานั้นแก้ไขได้ จะมัววิตกกังวลไปทำไม แต่ถ้าปัญหานั้นแก้ไขไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไรที่จะวิตกกังวล”
เหมือนกำปั้นทุบดิน แต่ คม ????? หากเราคิดวนเวียนหรือจมจ่อมอยู่กับปัญหา คิดไปก็คงเป็นทุกข์อีกทั้งส่งผลให้ขาดพลังในการแก้ไขปัญหา แต่ถ้าปัญหานั้นสามารถแก้ไขได้ก็ควรลุย!!! ในมุมกลับกันหากหนักหนาสาหัสเกินรับมือ แก้ไขไม่ได้ ก็ควรที่จะวางมือ เพราะไม่เช่นนั้นอาจเป็นไวรัสที่เร่ิมฟักตัวและเกิดสายพันธุ์ใหม่อีกเรื่อยๆๆ
ชีวิตนั้นไม่เคยมีใครบอกว่าง่าย…เราทุกคนล้วนต้องประสบทั้ง สุข ทุกข์ เศร้า ผิดหวัง สมหวัง อีกมากมาย.หลากหลายแต่ก็สนุกดีนะ แปรจุดด้อยหรือปัญหาให้เป็นพลังนะ สู้ๆๆจ๊ะสาวอาข่า
ตอบ…dc_saedu อาเมน ….(แม่ชีป้าออกโรงเทศนายาวเลยนะ) อิอิอิ
อาไม่พูดไรดีกว่าน๊อ
สู้ๆๆ หล่ะกันนะค่ะ…
มายาเชื่อว่า พ่อของคุณท่านต้องรักแล้วก็เอ็นดูคุณอย่างแน่นอนคะ
ในบางครั้งวิถีชีวิตหรือสังคมของคุณอาจไม่อำนวย ในเรืองของการแสดงออกในด้านของความรักบ้าง หรืออาจจะเพราะว่าคุณอยู่ท่ามกลางสถานการณ์การหย่าร้างของพ่อแม่ อย่างไรก็ตาม …มายาเชื่อเหลือเกินว่าไม่มี พ่อแม่คนไหน ไม่รักลูกของตัวเองหรอกนะค่ะ…
ปล. ทุกคนรักคุณเสมอค่ะ…
มายา
(= “แล้วใครจะให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระคริสต์ได้เล่า”
เคยคิดเหมือนกันว่า “เขาไม่ใช่พ่อจริงๆของเรา ถ้าพ่อยังอยู่ ทุกอย่างคงดีกว่านี้” “ทำไมพ่อเราไม่เหมือนพ่อคนอื่น” แต่ความจริงไม่ใช่หรอก เหมือนที่เขาว่ากัน ไม่ว่าใครก็ตามต่างก็มีความทุกข์สักอย่าง ไม่ต่างกัน
มีบ้างที่เราจะคิด เสียใจ และหวังให้ทุกสิ่งดีขึ้น แต่เราไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง เพราะงั้นอย่าเอาภาระมากองที่ตัวเรา และตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ คือเตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่ เพราะแต่ละวันก็มีเรื่องมากพออยู่แล้ว ไม่มีอะไรน่าอาย เหลือเพียงแค่ เรายอมรับเท่านั้น ซึ่งไม่ง่าย แล้วไปต่อ
ง้าอาจจะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ง้าก็เข้าใจความรู้สึกของน้อ “พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ผู้ที่จิตใจฟกช้ำ”
เพราะเรื่องมากมายนี้แหล่ะ ทำให้ง้ารู้ว่า พระคุณพระเจ้ามีสำหรับเราเสมอ
สดุดี 23 พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ
โรม 8:28-39 ยิ่งกว่าผู้พิชิต
มัทธิว 5:4 บุคคลผู้ใดรู้สึกโศกเศร้า ผู้นั้นเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับการทรงปลอบประโลม
=)