ครั้งหนึ่ง…กับชีวิตอาข่าในตัวเมือง
ปี พ.ศ. 2533-2534 ข้าพเจ้ามีโอกาสลงไปทำงานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ใน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ พวกเราลงไปด้วยกัน 3 คน คือ อาซา อาบอ และข้าพเจ้า โดยมีอาหมี่เป็นคนมารับพวกเรา เพื่อนหญิงคนนี้ไปทำงานอยู่ที่นั่นได้ประมาณหนึ่งปีแล้ว

ในตอนแรกๆที่ไปอยู่ในเมืองก็ลำบากพอสมควร เนื่องจากยังไม่ชินกับอากาศ สถานที่ อาหาร และภาษา พวกเราไม่ค่อยรู้ภาษาไทยเท่าไหร่นัก และพูดก็ไม่ชัด (จนทุกวันนี้ยังพูดไม่ชัดเลย โดนเพื่อนๆล้อประจำ) แต่ก็พอทนอยู่ได้
สมัยนั้นพวกเราได้เงินเดือนๆละ 800 บาท ( มีได้ทิปบ้างอาทิตย์ละ 20-30 เมื่อแบ่งกับพนักงานทั้งหมด 30 กว่าคน) แต่ก็ถือว่าพอใช้ เมื่อเทียบกับอยู่บนดอย เพราะอยู่บ้านรับจ้างได้วันละแค่ 30 บาทเอง
อยู่มาได้เกือบเดือน เริ่มคุ้นเคยกับสถานที่ และผู้คนรอบข้าง ออกไปไหนมาไหนได้เอง จนมีวันหนึ่ง ตอนพักเที่ยง ข้าพเจ้าออกไปตัดผมที่ตลาด ส่วนเพื่อนๆคนอื่นเตรียมเข้านอนเพื่อเอาแรง เพราะยังต้องทำงานต่อจนถึงเที่ยงคืน (เริ่มงานตั้งแต่ 9.00 น.- 24.00 น.)
ข้าพเจ้า: ผมจะไปตลาด มีใครฝากซื้ออะไรมั๊ย? มีเพื่อนที่เป็นคนเมืองชื่อจุ (จุรินทร์)บอกว่า “ฝากซื้อส้มตำถุงนึ่ง” พร้อมกับให้เงินมา 20บาท
ข้าพเจ้า: “แล้วร้านมันอยู่แถวไหนละ”
เพื่อน: “อยู่หน้าร้านตัดผมนั่นแหละ”
มีรถเข็นคันหนึ่งจอดขายประจำ ที่จริงข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าร้านตัดผมมันอยู่แถวไหน แต่คิดในใจว่า คงหาไม่ยาก และหน้าตาของร้านส้มตำข้าพเจ้าก็ยังนึกภาพไม่ออก
เมื่อไปถึงตลาด ก็เห็นร้านตัดผม ข้าพเจ้าก็ยืนมองหาร้านส้มตำอยู่…อ่อ นั่นไง “ส้มตำป้าแอ๋ว” ข้าพเจ้าคิดในใจเมื่อเห็นรถเข็นเขียนป้ายสีแดง เลยตรงเข้าไปหาคนขายส้มตำ และมีอีกมุมหนึ่งป้าแกยังขายผลไม้รวมด้วย ในนั้นก็มีแตงโม สับปะรด ฝรั่ง และส้มโอ เรียงไว้อยู่ในตู้กระจก (ดำๆนะ)
ข้าพเจ้า: ป้าครับ เอาส้มตำถุงนึ่ง เดี๋ยวตัดผมเสร็จจะมาเอานะครับ
ป้า: ได้จ้าพ่อหนุ่ม
จากนั้นก็เดินเข้าไปร้านตัดผม
ช่างตัดผม: เป็นไงสุดหล่อ วันนี้จะเอาทรงไหนดีละ เขาทักทายด้วยอารมณ์ยิ้มแย้ม เมื่อเห็นข้าพเจ้า พร้อมกับชี้นิ้วไปที่รูปดาราข้างฝา ในนั้นก็มีรูปดาราเยอะแยะ แต่ที่ติดตาและยังพอจำได้ คือ แอน สิเรียม, ใหม่ เจริญปุระ, คริสติน่า อากีล่าร์ ชายก็มี เบิร์ด ธงไชย อรัสมันต์ น๊อต นุติ เขมะโยธิน และอีกหลายคน
ข้าพเจ้า: ชี้ไปที่รูปน๊อต บอกว่า จะเอาแบบนี้
ช่าง: แหม่…ตาถึงนะ ทรงนี้กำลังฮิตเลย แล้วแกก็จัดการตัดผมด้วยความชำนาญ
ในขณะที่ช่างกำลังตัดผม แกก็ถามว่า น้องคนที่ไหน เผ่าอะไร? (เขาคงสังเกตุจากการพูด บวกกับการแต่งตัวที่เฉิ่มๆ ยิ่งกว่าบ้านนอกแล้วนอกอีก) ข้าพเจ้าตอบไปว่า คนเชียงราย เผ่าอ่าข่าครับ เขาก็ทำหน้างงๆ (ก็คง งงอยู่หรอกเพราะสมัยนั้นไม่ค่อยมีคนรู้จักอ่าข่า เรียกแต่อีก้อๆกัน)
ข้าพเจ้า: เผ่าอีก้อครับพี่
ช่าง: ร้องอ่อทันที แล้วยังถามว่า อีก้อ เรียกอีกอย่างว่าอ่าข่าก่า
ข้าพเจ้า: ใช่ครับ
ช่าง: ยังถามต่อว่า แล้วอ่าข่านี้ ใช่กลุ่มเดียวกับที่มีเรื่อง“มิดะ” กับ“ลานสาวกอด”หรือเปล่า
ข้าพเจ้า: ถ้าในเพลงจรัล มโนเพ็ชร คงใช่ครับ และแล้วข้าพเจ้าก็เล่าตำนานมิดะ กับลานสาวกอดให้ลุงช่างฟัง
สังคมควรจะเข้าใจเรื่องลานสาวกอดเสียใหม่ แท้จริงแล้วมันคือลานวัฒนธรรมของชาวอ่าข่า เป็นสถานที่สำหรับขับร้องบทเพลงพื้นบ้านในยามค่ำคืน เพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจหลังจากตรากตรำทำงานกลางวันมาอย่างเหน็ดเหนื่อย
ในการร้องเพลงจะมีผู้นำเริ่มร้องคนหนึ่งแล้วเพื่อนๆ ก็ร้องตาม แนวเพลงแต่ละเพลงจะเกี่ยวข้องกับวิธีการดำเนินชีวิต เช่น การทำไร่ ทำสวน การแต่งกายตามวัย หรือการพรรณนากล่าวชมเชยถึงความงดงาม ความหล่อเหลาของบรรดาคนหนุ่มและหญิงสาวและประวัติศาสตร์ความเป็นมาของบรรพชน (ถ้ามีเวลาพอ แล้วแต่จะตกลงกัน หรือผู้นำร้องจะเห็นสมควร)
เพลงส่วนใหญ่จะไม่มีดนตรีประกอบ มีเพียงการปรบมือให้จังหวะ และถือเป็นการถ่ายทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะลานสาวกอดจะมีทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่มารวมตัวกัน ดังนั้นจึงไม่ได้มีไว้เพื่อใช้ทำกิจกรรมทางเซ็กซ์ อย่างที่เข้าใจผิดกันมานาน อีกทั้งตำแหน่ง “มิดะ” ก็ไม่เคยมีปรากฏในเผ่าอาข่า มาก่อน (ข้อมูลเพิ่มเติม จาก องค์การบริหารส่วนตำบลวาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย)
ใช้เวลา พอสมควรในการตัดผมครั้งนี้ ก็ช่างแกเล่นถามหลายเรื่อง ตัดผมเสร็จ ข้าพเจ้าเดินออกไปที่ร้านส้มตำ
ถามหาของที่สั่งไว้ว่า ป้า ของที่สั่งได้ยังครับ
ป้า: ได้แล้วจ้า พร้อมส่งถุงๆหนึ่งมาให้
ข้าพเจ้าเห็นถุงนั้นแล้วเกิดแปลกใจและไม่แน่ใจ
” ป้า…เมื่อกี้ผมสั่งส้มตำนะ ไม่ใช่มะละกอตำ “ ข้าพเจ้าถาม..
ป้าแกได้ยินเท่านั้นแหละ ตวาดมาแบบชัดถ้อยชัดคำว่า เองเป็นใคร มาจากไหน ถึงไม่รู้จักส้มตำ แถมพูดไทยก็ไม่ชัด
ข้าพเจ้าทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนงงๆ และคิดในใจว่า กูผิดตรง ไหน เราแค่สงสัยว่า ใช่อันที่เราสั่งหรือเปล่า ก็เมื่อกี้เราสั่งส้มตำนี่หน่า…. แต่นี่อะไร… ป้าตำมะละกอมาให้เรา แล้วยังจะว่าเราอีก แต่ก็ไม่กล้าตอบอะไร เพราะไม่รู้ว่าใครผิด ใครถูก ตอนแรกข้าพเจ้าคิดในใจว่า เขาคงเอาส้มโอที่อยู่ในตู้กระจก(ดำ)นั้นมาตำหรือยำ ถึงจะเรียกว่าส้มตำ
ข้าพเจ้าจ่ายเงินค่ามะละกอตำนี้ 5 บาท แล้วถือถุงนั้นกลับไปอย่างสงสัย คิดในใจว่า ถ้าผิดเพื่อนคงว่า ถ้าไม่ว่าอะไร แสดงว่า ไอ้มะละกอตำนี้คือ ส้มตำ
ที่จริงบ้านคนอ่าข่าใช่ว่าไม่มีมะละกอกินนะ มีเยอะด้วยซ้ำ แต่คนอ่าข่าเขาไม่นิยมกินมะละกอดิบ กินเฉพาะที่สุกแล้ว นอกนั้นไม่เห็นมีใครเอาไปทำอย่างอื่นกิน ถ้ามีเหลือเยอะก็จะเอาให้หมูกิน (หมูดอยกินเจด้วยนะ เพราะมันได้กินแต่ ฟักทอง ข้าวโพด เผือก ต้นบอน มะละกอ เอามาต้มรวมกับต้นกล้วยผสมลำข้าว)…..(มีใครบางคนคิดในใจว่า โห หมูอะไรกินของดีจัง)
ฉบับหน้า ติดตามอ่าน คนไม่ รู้จักหนังสือพิมพ์ (แต่ไม่รู้เมื่อไหร่นะ)
อ่านแล้วช่วยๆกันติ แก้ไข เพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสมนะ จะเป็นพระคุณ(เจ้า)อย่างยิ่ง






ก้อว่าดิ ไม่รู้ไม่ผิดหรอกนะแต่ที่ผิดคือรับรู้ข้อมูลที่ผิดๆหรือถูกบิดเบือน
สังคมต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้องไม่ช่ายข้อมูลที่ผิดๆๆ
มิดะไม่ช่ายนางงามเมืองนะ แต่หมายถึงวัยรุ่นที่ยังบริสุทธิ์
ตูละจาบ้าตายกะเรื่องนี้
ขอบคุณหลายๆเด้อที่เข้ามาอ่าน และคอมเม้นต์ให้
Geeq lanq heeq mir-a dei. yawq khaq nav lovq
ขอบคุณมากครับที่เข้ามาแบ่งปัน..ถ่ายทอดประสบการณ์ใหักับเว็บ
ดีมากคับ
…พอพูดถึงเรื่องการพูดไม่ชัด..ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ตอนนี้ก็ยังพูดภาษาไทยไม่ชัด..โดนล้อตลอด..แต่ก็ไม่โต้ตอบอะไร..อย่าว่าแต่ภาษาไทยเลย ..ภาษาอ่าข่าผมยังพูดไม่ชัดเลยคับ….(ไม่รู้จะเอาดีด้านไหน)
นั่นสินะ ก็ยอ่างว่าละนะ ก็เราไม่ได้พูดตั้งแต่เกิดนี่หนา ใช่ปะ สื่อรู้เรื่องก็น่าจะพอ เอาเท่าที่ได้ไง อิอิอิ
มาอ่านดึกๆแบบนี้ทำให้อยากกินส้มตำรอบดึกขึ้นมาทันทีเลย พรุ่งนี้ต้องไปสั่งตำลาวรสแซ่บมากินให้หายอยาก
ส้มตำอร่อยดีและจะมีประโยชน์ถ้าได้กินปลาร้า1ตัว 555555555++++
เมื่อครั้งเป็นเด็กเคยไปที่ลานวัฒนธรรมของหมู่บ้านประจำคะ คุณพ่อส่งไปฟังเพลงและที่สำคัญเฝ้่าพี่สาวคนสวย งานเลิกทีไรต้องกรายร่างจากสาวน้อยผู้น่ารักเป็นหมาบ้าเห่าและไล่กัดคุณผู้ชายทั้งหลาย ฮ่าๆๆๆ ตอนเด็กสร้างวีรกรรมไว้เยอะ..ป่านี้เลยไม่ได้ลงจากคานเสียที 5555
555555555555++++
นึกภาพออกเลย ลุงก็คนนึ่งละที่เป็นแบบนั้น มักคุมพี่สาวจนเป็นเด็กชายที่น่ารังเกลียดหนุ่มๆเช่นกัน
แต่ลุงเองก็ยังทันไปเล่นเต็มรูปแบบหนุ่มๆอ่าข่ากับเขาเหมือน ในหมู่บ้านลุงๆเป็นรุ่นสุดท้ายที่เล่นแดคว่อง(Dae khanq)และยังเคยไปเที่ยวสาวๆต่างหมู่บ้านแบบหนุ่มอ่าข่าไปด้วย(หมี่ดะ หว๊ะ เล้ เออ Miqdavq gha leir-e)อิอิอิ
อยากฝากไว้กับทุกคน…
พวกเราอ่าข่ารุ่นใหม่… ถ้าใครไม่รู้จักอ่าข่าก็จงอธิบายความเป็นอ่าข่าของเราให้ฟังต่อไป อย่าไปถามว่ารู้จักชื่อนั้นชื่อนี้ เอาเป็นว่า ผมเป็นอ่าข่า ไม่รู้จักก็จงรู้ไว้นะ… หน้าตาอย่างงี้.. เก่งคอม เก่งภาษา ชื่อนี้ นามสกุลนี้.. ผมเป็นอ่าข่า ไม่ใช่จีน ไม่มีแซ่ เกิดใต้ร่มธงไทย ทุกคนล้วนเป็นคนไทย.. สำหรับสำเนียง ที่ค่อนข้างจะไปทางภาษาบ้านเกิดก็ พยายามหน่อยแล้วกันครับ.. ตามอักษรเขียน ที่เราๆ อ่านออกเขียนได้กัน.. เน้นๆ ชัดๆ ค่อยๆ ฝึกให้เป็นธรรมชาติไป…ถ้าไม่ไหวจริง ไม่เป็นไร.. เมื่อเที่ยบกับคนต่างชาติ หลายๆ ประเทศ เราก็พูดได้ดีกว่าอยู่แล้ว … สู้ๆๆ ครับ
อดขำไม่ได้เหมือนกัน…สั่งส้มตำได้มะละกอตำ เป็นความเข้าใจผิดทางด้านภาษา มีให้เห็นมากมาย แต่สวยงามตามธรรมชาติ เคยคุยกับน้องอาข่าพูดร้อยคำงงกันสิบคำ ค่อยๆทำความเข้าใจ…
555++ คริๆๆๆ
อ่านไปอ่านมาก้อขำค่ะแต่ก้อสนุกเลยทีเดียวค่ะ
ชอบต่อที่(เมื่อกี้ผมสั่งส้มตำนะ ไม่ใช่มะละกอตำ)มันทำให้เห็นภาพ และสีหน้าของคนพูดมากค่ะ
แล้วปัญหาที่ว่า พูดไม่ชัดนั้น เจอบ่อยค่ะ เจอหลายคนเลยปัยหานี้ โดนล้อบ้าง ไรบ้าง
”แล้วอยากจะรู้จิงๆว่าเวลาเขาพูดภาษาอาข่าจะชัดกว่าที่อาข่าพูดไทยหรือป่าว”
อื้มมมมมม….
ก็ เพราะเราอยู่ในเมืองไทย เป็นคนไทย เขาเลยว่าเราไง คงไม่ได้ตั้งใจว่าให้เสียหาย เหมือนกับที่คนไทยมักพูดติดปากว่า โง่เหมือนลาว ไม่ได้แปลว่า เราด่าคนลาวโดยตั้งใจไง