คือ “มิดะ” ในจินตนาการกับนิทาน “ลานสาวกอด”
ในยุคที่บุญช่วยต้้องดั้นด้นไปสืบค้นข้อมูลบนดอยสูงนั้น เขาปุเลงปุเลงไปตัวคนเดียวแบบไม่มีล่าม จะว่าไปแล้ว การสื่อสารกันคนละภาษา น่าจะเป็นข้อจำกัดอย่างยิ่งยวดในการทำงานของนักเขียนวสารคดีรุ่นเ่ก่า

หมี่ดะ
หนังสือที่จะใช้อ้างอิงแต่ละเล่มก็ช่างจำกัดจำเขี่ยเหลือทน เพราะเขาเป็นคนพื้นราบรายแรกๆที่อาจหาญชาญชัยบุกเข้าไปคลุกคลีตีโมงกับคนหลากเชื้อชาติหลายภาษามากถึง 30 ชนเผ่า ข้อมูลบางส่วนนั้นเขาต้องอาศัยการแปลมาจากหนังสือของนักมานุษยวิทยาชาวตะวันตก
งานเขียนของบุญช่วยจังไม่ใช่ข้อเท็จจริงแบบงานวิจัยเชิงวิชาการเต็มร้อย แต่มันน่าจะมีคุณค่าฐานะ “สารคดีเรื่องเล่า” ที่ช่วยเปิดโลกแห่งการรับรู้เรื่องชนกลุ่มน้อยในสยามให้แก่ผู้สนใจพอเป็นปฐมบท
ทว่า ณ วันนี้ เยาวชนอาข่ามีโอกาสได้เรียนหนังสือสูงขึ้น หลายคนจบปริญญาเอกปริญญาโท พรมแดนที่เคยขีดเส้นแบ่งให้พวกเขาต้องกลายเป็นตัวประหลาด ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ถูกคนพื้นราบกระแหนะกระแหนว่า “อีก้อกินเนื้อหมา” หรือ “นี่ไงมิดะมั่วเซ็กซ์” ย่อมต้องได้รับการทบทวนข้อบิดเบือนนั้นอย่างเป็นกระบวนการ
สตรีอาข่าวันนี้จักไม่ยอมจำนนต่อภาพนางบาปเหมือนดังอดีตอีกต่อไป
ข้อมูล บทความส่วนหนึ่ง จาก หนังสือพิมพ์มติชน สุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1621 ประจำวันที่ 9-15 กย.54 โดย เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์
หมายเหตุ ผมยกมาแค่ช่วงหนึ่งของบทความ จะพยายามลงให้ครบ (ยาวถึง 2 หน้าหนังสือพิมพ์)






พวกเราก็น่าจะมาวิเคราะห์ว่า การที่ท่านนักเขียนทั้งหลายหยิบยกประเด็นมิดะขึ้นมาอีกนั้นเพื่ออะไร
หรือว่าการที่เราได้เสนอเรื่องราว หมี่ดะ นั้น ได้กลายเป็นช่องทางหากินของนักเขียนนักข่าว ที่มีความละเมียดละไม ในการหยิบยกปากกาขึ้นมา บรรยาย ร้อยเรียงถ้อยคำ สละสลวย เพื่อจะโน้มน้าวให้สังคมยอมรับในความเก่งและความฉลาด อีกทั้งมีลาภยศที่สูงกว่าคนที่ถูกตราบาปว่าอีก้อ และ มิดะ
ช่างเถอะนะน้องรัก การที่พวกเราได้นำเสนอเรื่องราว มิดะและลานสาวกอดนั้นเราไม่ได้ตั้งเป้าหมายเพื่อที่จะเอาชนะหรือแพ้ และหรือทำธุรกิจใดๆเลย
การที่เราได้นำเสนอต่อสังคมส่วนใหญ่ให้เข้าใจในความเป็นจริงเรื่องราวที่ได้ถูกตีพิมพ์เป็นวารสารหนังสือ หรือสารคดี ถาพยนต์ บทเพลงและหรือการ์ตูนก็ตาม เราไม่ได้มีเจตนาเพื่อจะได้มาชื่อเสียงเกียรติยศ หรือทำธุรกิจใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
พี่คิดว่า เรายังอ่อนประสบการณ์ทุกๆ ด้าน เพื่อถ่ายทอดความเป็นจริงออกมาบนกระดาษเหมือนกับคนที่เชื่อมั่นในตัวเองว่ามีศักดิ์ศรี เหนือชั้นกว่าคนที่ได้ถูกตราบาปในสังคมส่วนใหญ่ว่า เป็นชนกลุ่มน้อย
พวกเราอาข่าโตมาในสังคมที่สงบสุข รักสันติ สมานฉันท์ มีความพอเพียงแต่ยุคนี้ ระบบสังคมของเราล่มสลาย โดยการกระทำของใคร!!!!!!!!!!!!
พี่ได้ตั้งข้อสังเกตตั้งแต่พี่เข้าสู่กระบวนการศึกษาและเมื่อเข้าสู่วงการพัฒนาเสมอมาว่าวิถีของเราถ้าไม่มีระบบที่ดีหรือเอื้อต่อการเอาตัวรอดตามป่าตามเขาขาดสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนกับประเทศที่แข่งขันการเอาชนะและโอ้อวดต่อผู้คนคนที่ด้อยโอกาสกว่าและ สร้างมาตรฐานขึ้นมาว่า สังคมใดที่ถูกพัฒนาและด้อยพัฒนา ในขณะเดียวกัน พยายาม ซ่อนเร้นแอบแฝง กลอุบาย ต่างๆ นานา อย่างแยบยล เพื่อจะแสดงพลังอำนาจเหนือชั้นกว่าผู้คนที่ด้อยกว่า
เอาเถอะนะน้อง เราจะต้องเป็นกระจกให้กันและกันเพื่อความเป็นอาข่าของเรา
ดั่งสุภาษิตที่ได้เรียบเรียงโดยพรรพบุรุษของเราว่า
Tsawrma tiqghaq taevq-aer puma maqtsov,
Sanqma tiqbawr taevq-aer yarsaq maq jeiq-a.
Nyiqsiq hawqtawvq, smrsiq hawqlan
Tsavyoe maeqnan bawrlanq ghae-awr,
tsaq-e tsanr-e jeiq mrmr-aer daevqdav leivqma.
Neesar ovqluvq-ur.
Ardov Jur.
เป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่ท่ำงานเพื่อสังคมอาข่าครับ…