ม้อหื่อม้อนยี้ ภาค 2
แสวงหาดินแดนแห่งใหม่
เมื่อ ม้อนยี้ มาถึงดินแดนแห่งหนึ่ง ที่มีลักษณะภูมิทัศน์ที่สวยงามมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ็ อีกทั้งมีผลหมากรากไม้ สัตว์ป่าส่งเสียงร้องระงม มั่งชั่งเพรียมพร้อมจริงๆ ม้อนยี้ อยากจะลงหลักปลักฐานสร้างบ้านเรือนที่นี่เสียจริง จึงได้นำไก่ออกมาและให้เกาะที่กิ่งไม้ เพื่อให้ลองขันดู จนแล้วจนรอดไก่เจ้ากรรมก็ไม่ขันสักที ม้อนยี้ นึกอยู่ในใจว่า ดินแดนนี้เทพเจ้าของเราไม่อนุญาตให้เราสร้างบ้านเรือนที่นี่ เขาจึงออกเดินทางต่อไป เมื่อม้อนยี้ เดินทางมาได้ 7 วัน 7 คืน รู้สึกเมื่อยล้าเป็นอย่างมาก จึงได้ลงนั่งพัก
ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วย หินลูกรังภูผาหินงอก หินย้อย เขาสูงชัน ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกแต่อย่างไรแต่อย่างไร แต่ไก่ตัวนี้ก็ขัน ฯ ดินแดนแห่งนี้ “เอ๊ก อี้ เอ้ก น้ำไม่ตักจะมีน้ำหวานดื่ม ข่าวไม่ปลูกจะมีข้าวเม็ดยาวกิน เอ๊ก อี้ เอ้ก ขันอีก 3 ทีไก่ร้องว่า” “ภูผาสูงชันจงกลายเป็นพื้นราบ ทุกสิ่งทุกอย่างจงเป็นดั่งม้อนยี้คิดหวังเถิด”เมื่อสิ้นเสียงไก่ขัน ทันใดนั้น ภูผาอันสูงชันก็กลายเป็นพื้นดินราม้อนยี้ก็ได้เสก ข้าวของ เงินทองเพชรนิลจินดาทั้งหมดตามต้องการอย่างพร้อมสรรพ
ม้อนยี้ ตามหาม้อหื่อ
เมื่อมีทุกอย่างพร้อมแล้ว ม้อนยี้ เริ่มคิดถึง ม้อหื่อ ว่าป่านนี้พี่ชายของเราไปตกระกำลำบากอยู่หนใดหนอ เมื่อคิดเช่นนั้น ม้อนยี้ จึงได้เดินทางกลับไป ณ จุดที่ทั้งสองที่น้องแยกกันตามหาพ่อ และ และทวนกระแสน้ำขึ้นไปตามทางที่คิดว่า ม้อหื่อ อาจจะไปพร้อมทั้งตะโกนเรียกว่า “พี่ม้อหื่อ เอ่ย พี่ม้อหื่อ เอ้ย อยู่ไหนครับ ได้ยินน้องเรียกไหม” แต่ก็ไม่ได้รับเสียงตอบรับจากพี่ชาย เมื่อ ม้อนยี้มาถึงลำห้วยสายหนึ่ง ได้เห็นแม่ลิงตัวหนึ่งกำลังซักผ้าอยู่ ที่นี้ม้อนยี้ได้แลเห็นผ้าเชดหน้าผืนหนึ่งคล้ายของม้อหื่อ ม้อนยี้ จึงถามแม่ลิงว่า “นั่นดูเหมือน ผ้าเช็ดหน้าของพี่ชายนะ” “เจี้ยก เจี้ยก เจี้ยก”

ถามยังไงก็ไม่ได้รับคำตอบจากลิง ม้อนยี้โมโหเอามากๆจึงฆ่าแม่ลิงตัวนี้ และใช้หน้าฆ้องแกงกินที่ลานหินข้างห้วย จากนั้น ม้อนยี้ ก็ร้องตะโกนเรียก พี่ม้อหื่อๆ ขึ้นไปทางหัวลำห้วย ทีนี้ได้ยินเสียงตอบรับ “ใครมาร้องเรียกข้า มีธุระอะไรหรือ” พอม้อนยี้เดินเข้าไปใกล้เสียงก็ได้เห้นพี่ม้อหื่อกำลังตอกอยู่บนต้นไม้เห็น ต้นหนึ่ง โดยไม่มีลูกลึงสามตัวห้อยโหนตามเถาวัลย์อย่างสนุกตามประสาวัยซุกซน “พี่ม้อหื่อ ให้ลงมาเถิด กลับไปอยู่กับน้องด้วยกัน ตอนนี้น้องอยู่ในเมืองและมีทุกอย่างเพียบพร้อม” “ตอนนี้ฉันมีลูก มีครอบครัวแล้ว ไม่คิดจะย้ายไปที่ไหนอีกแล้ว ม้อนยี้กลับไปเถอะ” “แล้วพี่สะใภ้ไปไหนกันละ” “ก็ไปซักผ้า ที่ลำห้วยตามทางที่น้องมาไง ไม่เห็นหรือ” “ไม่เห็นใครเลย
เห็นแต่แม่ลิงตัวหนึ่งที่กำลังซักผ้าอยู่ พอถามว่าผ้าเช็ดหน้าคล้ายของพี่ม้อหื่อก็ไม่ตอบอะไร เอาแต่ร้องเจี้ยก เจี้ยก โมโหเลยเลยฆ่าและต้มกินในฆ้องเรียบร้อยแล้ว” ม้อหื่อร้องเสียงหลงว่า “โอ้! ไม่น่าเลยน้องพี่ นั่นแหละพี่สะใภ้เจ้า ถ้าเป็นเช่นนั้นพี่ก็กลับมาแล้วหล่ะ”“กลับไปด้วยกันเถอะไม่ต้องทนลำบากอยู่ ที่นี่อีกต่อไปข้าได้จัดหาหญิงสาวให้เจ้าแล้วด้วยโยนลูกของพี่ลงมาเถิดฉันจะ รองรับอยู่ข้างล้างนี้” เมื่อม้อหื่อ โยนลูกลงมา ม้อนยี้ใช้ฝามือให้ห่างปล่อยให้ลูกลิงตัวแ รกตกลงพื้นตาย “เอ้าตายแล้ว ลูกชั้นปล่อยให้ตกพื้นได้ไง” “เพราะฝ่ามือมันเล็ก เอาละคนต่อไปจะใช้ชายเสื้อรองรับ”แล้วม้อหื่อ ปล่อยลูกคนที่สองลงมา ม้อนยี้ก็ปล่อยให้ตกพื้นตายอีก พอลูกคนที่ 3 “ระวังให้ดีที่สุดนะ เพราะเหลือลูกหัวแก้วหัวแหวนคนสุดท้องแล้ว” “ครับผมจะใช้ใบใหญ่ๆ รับรองไม่พลาดแน่”
แต่ในที่สุดก็ปล่อยให้คนสุดท้องตายอีก ม้อหื่อ ลงมาจากต้นไม้ด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียดแล้วพูดว่า “เราเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกันที่คลานตามกันมาก้จริง แต่น้องก็เป็นสาเหตุให้ลูกทั้งเมียของพี่ตายหมด เห็นที่เรื่องนี้คงต้องให้ผู้ใหญ่ตัดสินใจว่าใครผิดใครถูก พี่ยอมให้ลูกเมียตายฟรีไม่ได้จริงๆ
ม้อหื่อ ม้อนยี้สู้คดี “ถ้าจะต้องให้ผู้ใหญ่ตัดสินใจว่าใครผิดใครถูกไม่มีทางหลีกเลี่ยงก็ไม่เป็นไร แล้วแต่พี่เถอะ” แล้วม้อหื่อจึงไปเรียกลิงอาวุโสจากที่ต่างๆ ขณะที่พี่ชายกำลังไปเรียก มอนยี้ เผาเหล็กร้อนเตรียมไว้ไล่ทาบที่ก้นลิง ลิงต่างพากันกลัวส่งเสียงร้องเจี้ยวจ้าวแล้วแตกกระเจิงกันไปหมด ม้อหื่อกลับไปกับม้อนยี้
แล้วม้อหื่อก็จำใจต้องกลับไปกับน้อง ม้อนยี้ ที่เมืองจากนั้นม้อนยี้ได้ไปหาสองสาวที่ได้ช่วยชีวิตจาการถูกนางยักษ์จับกิน แล้วให้สาวที่หน้าตาขี้เหร่แต่งหน้าปะแป้งให้สวยงามเปอะตะกร้า (ผ่อทุ) อันใหม่ สำหรับสาวที่ดูสวยกว่าให้ทาขี้หมิ่นหม้อข้าวให้ดูขี้เหร่ และให้เปอะตะกร้า (ผ่อทุ) อันเก่าแล้วพากลับมาที่เมือง และบอกให้พี่ชายเลือกผู้หญิงคนที่ตนชอบเพื่อเป็นภรรยา พอเห็นว่าผู้หญิงคนที่ขี้เหร่ปะแป้งแต่งหน้าจนสวยม้อหื่อจึงเลือกคนที่ปะ แป้ง ส่วนม้อนยี้ก็เอาหยิงที่เอาขี้หมิ่นหม้อทาหน้า หลังจากทั้งคู่ได้จัดพิธีแต่งงาน ให้เจ้าสาวอาบน้ำ เมียของม้อนยี้สวยกว่าเมียของม้อหื่อ ทำให้ความแค้นของม้อหื่อที่สุดอยู่ในใจปะทุขึ้นอีกครั้ง
แทงหมูป่า
ม้อหื่อ โกรธเกลียดเคียดแค้นม้อนยี้เป็นอย่างมากจึงหาทางกำจัดม้อนยี้ จึงด้ออกเดินทางเพื่อสำรวจในป่าหาทำเลที่จะฆ่าน้องทิ้งเสีย เมื่อสำรวจในบริเวณเชิงเขา ม้อหื่อได้เห็นปากโพรงลมที่ทะลุดิน พลันคิดในใจว่า
ถ้ายัด ม้อนยี้ลงไปในโพรงลมนี้คงไม่รอดแน่ๆ จึงได้จัดแปลงโฉมปากโพรงลมให้เป็นรังหมูป่าแล้วกลับมาบ้านและมาชวนม้อนยี้ ว่า
-พรุ่งนี้เช้าเราไปแทงหมูป่ากันเถิด เราไม่ได้กินเนื้อสัตว์ป่านานแล้ว ข้าเห็นด้วย” โดยหารู้ไม่ว่ามีแผนที่จะกำจัดตัวเอง
วันรุ่งขึ้นทั้งสองได้ออกเดินทาง และมุ่งตรงไปที่รังหมูป่าปลอมที่จัดทำขึ้นแล้วใช้หอกทิ่มแทงทั้งพี่ ทั้งน้อง แต่ม้อนยี้ ไม่ทันระวังจึงพลัดตกลงไปที่ปากโพรงลม แต่ยังเหลือขาเกี่ยวไว้ที่ขอบปากโพรงลม และม้อนยี้ได้ตะโกนให้พี่ม้อหื่อช่วยตน แต่ม้อหื่อไม่ช่วยทั้งยังจับขาเกี่ยวไว้ดันให้ลงไปในโพรงลม
ม้อนยี้ ใช้ชีวิตเมืองพญานาค
เมื่อม้อนยี้ตกลงไปใต้พิภพ ได้แลเห็นบ้านเรือนฟากฝั่งสระน้ำ ม้อนยี้ข้ามไปไม่ได้จึงร้องเรียกว่า
ป้า จ๋า ป้าจ๋า” เมียพญานาคได้หันมามองและถามว่า“ไฉนมนุษย์บนโลกจึงมาอยู่เมืองใต้พิภพได้”
“ถึง อย่างไรก็ช่วยข้าด้วยเถอะ ข้าได้ไปแทงรังหมูป่ากับพี่ชาย และพลัดตกลงมาที่นี่แหละ” พอได้ฟังเช่นนั้นเมียพญานาคสงสารขึ้นมาจึงใช้แขนยื่นมาแหวกน้ำเป็นทางให้ ม้อนยี้เดินทางไปหาป้าที่บ้าน
เมื่อม้อนยี้ไปถึงบ้าน ก็ได้เอ่ยถามป้าว่า“แล้วลุงไปไหนล่ะป้า” “อ๋อ ลุงเขาช่วยช่างตีเหล็กทางโน้นแน่ะ”
“ขอให้ฉันไปช่วยลุงด้วยคนนะ” “เอาซิ ตามสบายแล้วกัน”
เมื่อม้อนยี้ไปตามทางที่ป้าบอกไท่เห็นคนแต่อย่างใด เห็นแต่ตัวงูจงอางดำขลับตัวใหญ่นอนขวางทางอยู่เท่านั้น ม้อนยี้จึงย้อนกลับมารายงานป้าว่า“ไม่เห็นลุงเลย เห็นแต่งูจงอางเท่านั้น” “นั่นแหละลุงเจ้า เดี๋ยวก็กลับลงมาจากช่องลมบ้านแล้ว ถ้าลุงถามว่ายังไง ให้ตอบว่ามาเพราะความคิดถึงลุงกับป้านะ อย่าได้บอกว่าตกมาจากปากถ้ำ เพราะแทงหมูป่าเชียวล่ะ”
ล่าสัตว์ป่ากับพญานาค
ช่วงเย็น พญานาคได้กลับลงมาจากช่องลมของบ้านและเมื่อห็น ม้อนยี้ได้เอ่ยถามว่า
“เจ้า มาที่นี่ได้อย่าง”
“ข้ามาเพราะความคิดถึงลุงกับป้า”
“ถ้าเข่นนั้นดี แล้ว เราจะได้ไปล่าสัตว์ด้วยกัน”
วันรุ่งขึ้นราชาพญานาค และม้อนยี้ได้ออกเดินทางเพื่อไปล่าสัตว์และได้มอบหมายให้ม้อนยี้เป็นผู้ดัก ยิงสัตว์โดยบอกว่าสวมหมวกใบใหญ่ ส่วนราชาพญานาคจะเป็นผู้เข้าไปสะกดรอยและไล่ฝูงสัตว์ออกมา แต่เนื่องจากม้อนยี้ไม่รู้นิสัย จึงไม่ค่อยไว้ใจ หลังจากราชาพญานาคเข้าไปสะกดรอยเท้าสัตว์ ม้อนยี้ จึงตัดต้นกล้วยแล้วเอาหมวกครอบไว้แล้วคอยดักยิงสัตว์ป่าข้างๆต้นกล้วย
“กวาง ผู้ กวางเมียวิ่งออกมาแล้วนะ ให้ยิงเร็วเข้า”
แต่ม้อนยี้ไม่เห็นกวางออก มาดังที่ราชาพญานาคได้ตะโกนบอก มีแต่ตั๊กแตนตำข้าว ส่วนม้อนยี้ก็จับตั๊กแตนตำข้าว ส่วนม้อนยี้ก็จับตั๊กแตนตำข้าวทุกตัวเก็บใส่ในฝักมีด
เมื่อราชาพญานาคออก มาถึง ณ ที่ม้อนยี้เอาหมวกครอบไว้ได้แปลงร่างเป็นเสือสมิงพรายแล้วกระโจนทะยานกัดต้น กล้วย ทำให้ม้อนยี้ตกใจกลัวเป็นอย่างมาก
แต่แล้วเมื่อราชาพญานาคเห็นว่า เป็นเพียงต้นกล้วยเท่านั้น ราชาพญานาครีบคืนร่าง แล้วทั้งสองก็พากันกลับมาบ้าน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณป้ากำลังทอผ้าอยู่ที่ลานบ้านโดยก่อไฟสำหรับหุงข้าวไว้แล้ว หลังจากม้อนยี้ ได้อาบน้ำชำระร่างกายเสร็จแล้ว ได้นำตั๊กแตนตำข้าวที่จับได้มาเผากินเล่นๆ
เมื่อป้าเห็นเช่นนั้น ก็ได้พูดเชิงน้อยใจขึ้นว่า ได้กวางมาทั้งตัวทำไมไม่แบ่งให้ป้า ม้อนยี้จึงแบ่งขาตั๊กแตนให้
ทำไร่
วันรุ่งขึ้นราชาพญานาค ได้บอกกับม้อนยี้ว่าจะต้องไปบุกเบิก เปิดเพื่อทำไร่ พอม้อนยี้เตรียมตัวจะไปเปิดป่า ราชาพญานาคสั่งว่าให้เปิดป่าดอย 9 เทือก เขา 9 ทิวภายนวันเดียวสร้างความหนักใจให้ม้อนยี้เป็นอย่างมาก
ม้อนยี้จึงได้ ปรึกษากับคุณป้าว่า ลุงสั่งให้เปิดป่าดอย 9 เทือก เขา 9 ทิว ภายในวันเดียว ทำอย่างไรดี
คุณป้าจึงได้แนะนำว่า ให้นำขวาน 9 เล่มไปวางไว้ทั้ง 9 เทือกเขาของพื้นที่แล้วให้ประกาศว่า นี่เป็นคำสั่งของราชาพญานาค แล้วพระเจ้าจะช่วยเจ้าเอง แล้วการทำไร่ทุกขั้นตอนก็ได้รับคำชี้แนะจากคุณป้าและได้รับการช่วยเหลือจาก พระเจ้าจนสำเร็จลุล่วงโดยดี
แต่เมื่อหว่าน หล่อเล้ (หล่อเล้ เป็นพืชล้มลุกคล้ายงาดำ) ให้ลงพื้นและเก็บคืนอย่างเดิม ม้อนยี้เก็บได้ไม่ครบขาดไป 3 เม็ด จึงขอความเห็นจากคุณป้าอีกครั้ง คุณป้าให้คำแนะนำว่าตอนที่ม้อนยี้ไปเก็บเมล็ดหล่อเล้ จะมีนกเขา 3 ตัวเกาะอยู่ที่ข้างๆไร่ ให้ใช้ธนูที่แขวนอยู่ข้างฝา 3 คัน โดยให้เลือกใช้คันที่อยู่ตรงกลางและลูกศร 3 ดอกที่อยู่ในกระบอกไม้ไผ่ ให้หยิบดอกกลางและให้ ม้อนยี้ไปที่ไร่ยิงนกตัวกลาง แล้วผ่าท้องในกระเพาะจะมีเมล็ดหล่อเล้ 3 เม็ดที่ขาดหายไป
เมื่อม้อนยี้ ทำตามที่ป้าบอก จึงได้เมล็ดหล่อเล้ 3 เม็ดที่ขาดหายไปคืนมาทั้งหมด
กลับ คืนสู่โลก
ม้อนยี้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใต้พิภพ นานถึง 9 ปี และได้เห็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์หลายอย่าง จนม้อนยี้เห็นแล้วหวาดกลัวต่อสิ่งที่พบเห็นเป็นอย่างมาก และได้ขอร้องให้ราชาพญานาคช่วยพาไปส่งคืนที่บนโลกหลายครั้งแล้ว ราชาพญานาคจึงใจอ่อนและร่วมกันสร้างบันได 9 ชั้น
จากนั้นได้สุนัขตัวผู้ ตัวหนึ่ง ข้าวปั้น 9 ก้อนโยนขึ้นไปตามบันไดทีละขั้น ทีละขั้น แต่บันได 9 ขั้น ยังไม่เพียงพอที่จะขึ้นถึงพื้นโลกได้ เหลืออยู่นิดเดียวจะขึ้นได้สำเร็จแล้ว
ม้อนยี้สังเกตเห็นนกเขาเขียว มาเกาะต้นไผ่ใกล้ขอบปากรูโพรงลม ม้อนยี้ จึงขอร้องให้นกเขาเขียว ช่วยเกาะโน้มต้นไผ่มาหาม้อนยี้ โดยรับปากว่าจะทำขลุ่ยให้แต่บรรดานกเขาเขียวร้องว่
“ไม่เชื่อ ไม่เชื่อ มนุษย์โกหก เชื่อไม่ได้” แล้วบินจากไป
จากนั้นไม่นานได้ยินเสียงกัดแทะ กินรากไม้ไผ่ของอ้นจากต้นไผ่ต้นนั้น ม้อนยี้จึงได้ขอร้องให้อ้นช่วยกัดต้นไผ่ให้โน้มลำต้นมาหา ม้อนยี้จะได้ยึดจับขึ้นมาได้ แล้วจะให้ขลุ่ย
“อ้นจึงพูดว่า จริงๆ หรือ จริงๆ หรือ”
หลังจากที่ม้อนยี้ ด้ยืนยันให้อ้น อ้นก็ได้ตัดต้นไผ่โน้มกิ่งไปหาม้อนยี้ ม้อนยี้จึงขึ้นมาบนโลกได้สำเร็จ จึงมอบขลุ่ยให้อ้นไป
เมื่ออ้นได้ขลุ่ยจากม้อนยี้ อ้นไม่รอช้าเป่าขลุ่ยอย่างสบายใจ หลังจากนกเขาเขียวได้ยินเสียงขลุ่ยอันเพราะพริ้งที่อ้นเป่า นกเขาเขียวจึงมาเกาะกิ่งไผ่มาฟังกันเป็นจำนวนมาก
นกเขาเขียวจึงได้ขอร้อง อ้นว่า
“ขอให้เราได้เป่าขลุ่ยดูบ้างได้ไหม”
“ไม่ได้หรอก พวกเธอมีปีกเดี๋ยวจะบินหนีไป”
“ถ้ากลัวบินหนีก็จับคอไว้สิ”
อ้นจึงเอา ขลุ่ยให้ และจับไว้ที่คอ พอนกเขาเขียวเป่าได้สักครู่จึงบอกอ้นว่า
“ฉัน หายใจไม่ออก ให้ช่วยจับที่ปีกก็แล้วกัน”
พออ้นจับที่ปีกได้สักครู่
“ฉัน จังหวะกระพือไม่สะดวก ให้ช่วยจับที่ขาก็แล้วกัน”
พอจับที่ขาได้สักครู่ นกเขาเขียวก็อ้างว่า
“ขาเข้าจังหวะไม่สะดวก ให้จับที่สันหลังก็แล้วกัน”
เมื่อ อ้นจับที่ขนสันหลัง นกเขาเขียวก็สลัดขนแล้วบินหนีไป
ส่วนอ้นได้แต่กำขนนก แล้วร้องไห้และร้องตะโกนว่า
“นกเขาเขียวตกลงมา ขลุ่ยตกลงมา ทุกกิ่วดอยให้ดักตาข่าย”
ส่วนนกเขาเขียวก็โต้ตอบว่า
“ให้ทำกับดักอ้น ไว้ที่กอไผ่ทุกกอ”
ม้อนยี้กลับบ้าน
ม้อนยี้ ก่อนกลับเข้าหมู่บ้านได้ดักรอเมียรักที่มาตักน้ำที่ลำห้วยซึ่งเป็นจุดที่คน ในหมู่บ้านจะใช้น้ำแห่งนี้ ม้อนยี้ได้ดักซุ่มไว้ที่ต้นน้ำและคอยกวนน้ำให้ขุ่น เมื่อเห็นเมียรักมาตักน้ำเมียม้อนยี้ คิดว่าอาจมีหนูมาขุดคุ้ย จึงทำให้น้ำขุ่นคิดเช่นนั้น จึงขึ้นไปดูพร้อมส่งเสียงไล่หมูว่า ชิ้ว! ชิ้ว! และทั้งสองก็เจอะเจอและเมียม้อนยี้จึงถามด้วยความสงสัยว่า
“ไหนว่า พี่ตกลงไปหลุมลม แล้วทำไมยังมีชีวิตอยู่”
“อ๋อ พี่ตกลงไปในหลุมลม และไปใช้ในชีวิตอยู่กับราชาพญานาคแล้วกลับขึ้นมา”
“ถ้าเช่นนั้นพี่ยังไม่ ต้องกลับไปพร้อมน้องนะ เพราะตอนนี้น้องเป็นเมียของม้อหื่อแล้ว และตอนนี้เราอยู่ด้วยกัน ให้พี่ปลอมเป็นแขกบ้านอื่นแล้วก็มาพักแล้วกัน”
“ขอ ตัวก่อนนะคะพี่”
แล้ว ม้อนยี้ก็ทำตามที่ได้ตกลงไว้ เมื่อมาถึงบ้าน ม้อหื่อจำม้อนยี้ไม่ได้เพราะจากกันไปนาน
ในขณะที่ม้อนยี้พักอยู่ในบ้าน ม้อหื่อ เมียของม้อนยี้สงสารม้อนยี้มาก จึงให้กินข้าวโดยปะข้าวใส่เนื้อทอดที่ก้นจานแล้ว ออกไปให้อาหารหมูบ้านนอกแล้วแกล้งพูดให้ ม้อนยี้ได้ยินว่า
“หมูตัวนี้คง คิดว่าอาหารไม่อร่อย ของดีอยู่ก้นรางนะหมู่เอ้ย”
พอม้อนยี้ได้ยินเช่น นั้นก็เข้าใจเป็นนัยว่าคงหมายถึงเราจึงพลิกข้าวดูก็มีเนื้อจริงๆ ม้อนยี้จึงคิดว่าเมียเราคงยังรักเราอยู่
ม้อนยี้ฆ่าม้อหื่อ
เมื่อ ม้อนยี้ได้ปลอมเป็นแขกและอยู่บ้านได้หลายวันแล้วได้เห็นธนูแขวนไว้ที่ข้างฝา แล้วพูดขึ้นว่า
“ธนูคันนี้ช่างสวยจริงนะสหาย”
“ใช่มันเป็นของน้องชาย ข้า น้องชายข้าผู้นี้ยิงธนูแม่นมาก”
“อึม! ข้าก็ยิงธนูแม่นเหมือนกัน”
“คง ไม่แม่นเท่าน้องชายข้ามั่ง”
“เอาอย่างนี้แล้วกัน เพื่อพิสูจน์ ฝีมือข้าสหายช่วยเอาเบี้ยไปติดที่กาแลบ้านแล้วกัน ส่วนเพื่อนยังไม่ต้องลงมาจะได้ดูว่ายิงโดนเปาหรือไม่” แล้วม้อนยี้ก็ง้างธนูแล้วเล็งไปที่คอม้อหื่อ เหนี่ยวไกยิงร่วงลงมาตายทันที
ได้กลองวิเศษจากลิง
เมื่อ ม้อนยี้ไปทำไร่กับเมียรัก จะมีฝูงหนึ่งมตีกลองอยู่ข้างไร่ ถ้ามันตีเมื่อแดดออกฝนก็ตกมาทันที และเมื่อฝนตกอยู่ก็มีแดดออกเปรี้ยงทันที
ม้อนยี้คิดอยู่ใจว่ากลองตัวนี้ เป็นกลองวิเศษ และคิดอยากได้กลองนั้น แล้วอยุ่มาวันหนึ่งม้อนยี้ได้หอบกระสอบป่านจำนวนมากไปเดินเลียบๆ เคียงๆ ฝูงลิงในยามเย็น เมื่อฝูงลิงเห็นก็อดสงสัยไม่ได้จริงถาม ม้อนยี้
“ ข้าจะอาไว้ห่มนอนกันหนาว”
“ขอให้พวกเราอาศัยนอนหลับกับเจ้าได้หรือไม่”
“ได้ สิ” แล้วม้อนยี้ก็หาโอกาสยามที่ฝูงลิงทั้งหมดหลับใหลอย่างสบายใจในกระสอบป่าน ขโมยกลองวิเศษไป กลองอันนี้มีช่องลม 12 ช่อง เมื่อตีอีกช่องหนึ่งจะบันดาลอีกอย่างหนึ่งไม่ซ้ำกัน
เมื่อม้อนยี้ได้กลอง สมใจ แต่ไม่รู้จักวิธีใช้ จึงตีกลองไปถูกใส่ช่องที่มีไว้สำหรับให้เป็นคอพอก ม้อนยี้ จึงแบกคอพอกกลับไปในบ้านเมื่อม้อนยี้กลับถึงหน้าบ้าน เมียม้อนยี้เห็นแล้วจำไม่ได้จึงนึกว่าคนคอพอกที่ไหนมา จึงวิ่งเข้าไปที่บ้านและขัดประตูบ้านอย่างแน่นหนา
“ช่วยเปิดประตูให้ หน่อย ช่วยเปิดประตูให้หน่อย ฉันกลับมาแล้วจ้า”
“ไม่ สามีฉันไม่อยู่บ้าน มีธุระอะไรค่อยมาคุยวันหลัง แล้วกัน”
ม้อนยี้จึงตีกลองอีกที แล้วคอพอกก็หายไป เมียจึงมาเปิดประตูให้เข้าบ้าน ม้อนยี้จึงได้อธิบายให้เมียว่ากลองนี้เป็นกลองวิเศษเป็นได้สารพัดนึก
ม้อนยี้ ขึ้นสู่สวรรค์
เมื่ออยู่กับเมียมาได้ 2-3 ปี ม้อนยี้นึกรังเกียจเมียขึ้นมาโดยคิดว่าช่วงที่เราไม่อยู่ 9 วัน ปีนั้นเมียเราเป็นเมีย
ของม้อหื่อด้วยจึงพูดกับเมียว่า
“ไหนๆ ฉันอยู่ในเมืองพญานาคใต้พิภพได้ ฉันอยากลองขึ้นสู่สวรรค์ดูบ้าง คงไม่ยากเย็นอะไร”
“พี่จะขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ได้อย่างไร”
“กลองของพี่ เป้นอะไรได้สรพัด พี่มั่นใจว่าขึ้นได้แน่ๆ ช่วนยเอาด้ายมาม้อนกลมให้พี่ทีซิ ถ้าพี่ขึ้นสุดสายด้ายนี้ก็คงถึงสวรรค์หรอก”
เมียจึงเอาได้มาม้วนก้อนโต ที่ปั่น 9 ปี ตอนที่ม้อนยี้ลงไปอยู่ในเมืองพญานาคมาให้ ม้อนยี้จึงจับปลายได้แล้วตีกลองตึง! ตึง! ก้อนม้วนด้ายก็คลายด้ายแล้วร่างม้อนยี้ลอยขึ้นสู่สวรรค์
ม้อนยี้เกือบถึง สวรรค์เชียว แต่สายด้ายคลายหมดเสียก่อน ม้อนยี้จึงติดค้างอยู่ที่สะดือสวรรค์จนถึงทุกวันนี้
ชวนคิด
1 .ปูไม่มีหัวเพราะโดยม้อหื้อ ม้อนยี้ใช้ที่คีบเหล็กหนีบขาด
2 .เสื้อด้านหน้าของอาข่าจะไม่เย็บติดกัน เพราะเสื้อฉีกขาดตอนรับลูกคนที่ 2 ของม้อหื่อลงจากต้นไม้
3. ใบบอนป่าจะมีรู เพราะฉีกขาดตอนที่รับลูกคนที่ 3 ของม้อหื่อลงจากต้นไม้
4 .ตาของอ้น เล็กมาก เพราะร้องไห้ฟูมฟายหนักตอนโดนนกเขาเขียววิ่งชิงขลุ่ยไป
5 .ที่หมาหอน เพราะเห็นร่างของม้อนยี้ที่ติดอยู่ที่สะดือสวรรค์ชาวอาข่าจะไม่เลี้งหมาที่ หอนถือว่าเป็นหมาอัปมงคล
คางคกกับเสือ
นานมาแล้วอยู่มาวันหนนึ่งเสือกับคางคก บังเอิญได้มาเจอกัน ณ ทุ่งหญ้าคาเมื่อเสือเห็นคางคกตัวน้อยจึงพูดอวดว่า
“ตัว เจ้าเกิดมาหน้าตาอัปลักษณ์น่าเกลียดน่าชัง ตัวก็เล็กไม่มีอะไรสู้ข้าได้เลยนะเจ้าคางคก น่าสมเพชจริง ๆ หรือเข้ามีดีอะไรจะอวดข้าหือ”
คางคกโทโหมากที่เสือพูดดูถูกเหยียดหยามจึ งานั่งครุ่นคิดและชวนเจ้าเสือว่า
“เอ็งดีเอ็งแน่ทุกอย่างหรือเปล่าว่ะ ถ้าแน่เอ็งลองเข้ากไปในป่าหญ้าคานี่ แล้วข้าจะจุดไฟเผาดู ถ้าร่างของเจ้าไม่ไหม้เป็นจอจะโกละก้อ ข้าจะยอมรับนับถือว่าเอ็งเก่งเอ็งแน่จริงเลยเอา”
ครั้นเสือได้ยินเข้าก็ หวั่นกลัวยิ่งนัก ไม่คิดว่าเจ้าคางคกจะกล้าท้าทายเช่นนี้ ครั้นจะเข้าไปก่อนก็เสร็จมันคงวอดวายแน่ ๆ
จึงบอกเจ้าคางคกว่าเข้าไปใน ป่าหญ้าคาก่อนแล้วข้าจะเป็นคนเผา ส่วนคางคกก็รับปากตกลง ถ้าเอ็งไม่กล้าเข้าไปก่อนก็ได้ ขึง
โดดหยอง ๆ เข้าไปในป่าหญ้าคา
ส่วน เข้าเสือจุดไฟเผา พร้อมกับสาบแช่งว่าเข้าคางคกไหม้เป็นตดตะโกไปเลย ในนขณะที่ไปกำลังโหมไหม้อย่างหนักเข้าคางคกก็เลยหลบเข้าซ่อนอยู่รูเม่น ครั้นไฟไหม้เสร็จเจ้าคางคกก็กระโดดออกมาหาเจ้าเสือ เจ้าเสือก็พูดกับเจ้าคางคกด้วยความแปลกใจว่า
“เฮ้ย เจ้ารอดมาได้อย่างไรว่ะ ไอ้เจ้าคางคก ทำไมไม่ตายว่ะ ไฟไหม้ออกแรงปานนั้น”
“เอา หล่ะอย่าเพิ่งพูดมากเลย ถ้าไฟไหม้มานะจ้าเสือให้รีบโน้มหญ้าคาเข้าหาตัวเองเยอะ ๆ แล้วก็จะรอดเองแหละไม่ต้องกลัวหรอก”
เมื่อเจ้าเสือได้ยินดังนั้นก็หลง เชื่อ เจ้าคางคกเลยบอกให้เจ้าเสือว่า
“ทีนี่เป็นตาเจ้าแล้วหล่ะรับเข้าไป เลย ถ้าเองไม่กล้าเอ็งก็แพ้ข้าแล้วนะ”
“ข้าไม่กลัวหรอก” เจ้าเสือก็จำเป็นต้องเข้าไป เมื่อได้ทีเจ้าคางคกก็จุดไฟเผา เจ้าเสือก็เลยทำตามที่เข้าคางคกบอกคือไฟยิ่งโหมไหม้เท่าใดมันก็โน้มหญ้าคา เข้าหาตัวเยอะ ๆ เจ้าเสือก็เลยโดนไหม้ลายทั้งตัวนับแต่บัดนั้น ยังความไม่พอใจให้เจ้าเสือยิ่งนักเข้าเสือเลยท้าอีกว่า
“ทีนี้เรามาแข่ง ข้ามแม่น้ำดูว่าใครจะข้ามได้เร็วกว่ากัน”
“ไม่เป็นไรหรอก แต่ให้เจ้าข้ามไปก่อน เมื่อถึงกลางแม่น้ำให้สะบัดหางมาทางฝั่งนี้ครั้งหนึ่งแล้วค่อยสะบัดหลับมา อีกที”
เมื่อเจ้าเสือไปถึงกลางแม่น้ำก็สะบัดหางมา คางคกก็รีบเกาะที่หาง แล้วโดนหาวเสือสนะบัดข้ามไปทางฝั่งบ้างหน้าเจ้าคางคกไม่ทันระวังตัว ปากไปชนใส่ก้อนหิน ปากแตกเลือดไหลซิบ ๆ ครั้นเสือมาถึงฝั่งเห็นคางคกนั่งรออยู่แล้ว แปลกใจเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับเอ่ยถามว่า
“นึกว่าอยู่ฝั่งโน้น ทำไมมาเร็วจัง”
“เร็วไม่เร็ว ไม่รู้ ข้าแค่เคี้ยวหมากไปสามคาบเอง”
ข้ามน้ำก็แพ้คางคกอีก เจ้าเสือก็อยากชนะจึงท้าชวนคางคกว่า
“เรามาแข่งอ้วกดู” เจ้าคางคกก็บอก
“ให้ เจ้าเสืออ้วกก่อน” เจ้าเสือก็อ้วกกระดูกท่อนแขนของสรรพสัตว์ ออกมา ได้สองกอง ส่วนเจ้าคางคกอ้วกเม็ดชิเน๊าะออกมาที่มีต่หกตาอ้วกอีกทีแต่ขนเสือออกมาเต็ม ปาก เจ้าเสือตกใจเป็นอย่างมาก พร้อมกับอึทานออกมาว่า
“เจ้าคางคกพันธ์กิน เสือนี่”
แล้ววิ่งหนี วิ่งไปเจอลิงกลุ่มหนึ่งที่กำลังวิ่งซุกซนไปเล่าให้ลิงฟังว่า
มีคางคก พันธ์กินเสือน่ากลัวมาก เจ้าลิงก็บอกว่า
“ไหนล่ะ ไหนล่ะมันอยู่ไหน”
ได้ เสือก็เลยพาลองไปที่เกิดเหตุมันหลบอยู่ที่พุ่มไม้นั่นแหล่ะพอเสือไป ไอ้คางคกก็ทำท่าให้เสือกลัว พอลิงไป ก็มุดลงรู ไอ้ลิงก็บอกแก่เจ้าเสือว่า
“ไม่ เห็นมีเลย” เจ้าเสือก็ไปใหม่ คางคกก็ออกมาทำท่าให้ตกจีก พอลิงไปไอ้คางคกก็หลบอัก ทีนี้ไอ้เสือเลยบอกว่า
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เอ็งกับข้าเอาเชือกทัดเอวติดกันแล้วด้วยกัน” พอไปด้วยกัน ไอ้คางคกก็กระโดดออกมาเฉียดจมูกเสือ ไอ้เสือตกใจวิ่งซะป่าราบ ลิงถูกลากถูลู่กังและกำลังจะสิ้นใจตาย กัดฟันหานเฮือกสุดท้าย ไอ้เสือหันไปมองเห็นลิงแสยะปาก ก็ห้ามปรามว่า
“อย่าหัวเราะ” พร้อมทั้งฟันศอกไปที่หัวพร้อมกับพูดว่า
“ยังมายิ้มอีก เดี๋ยวไอ้คางคกมันจะตามทันและจะจับกินเอาหรอก” ลิงตายเพราะเหนื่อยหอบหายใจไม่ทัน
Credit : http://www.hilltribetour.com







‘Mon Hue Mon Nyi’ story is my favorite story when I was a little kid.
My mom told this story to me very often. I really like it. My favorite part is when Mon Nyi see his sister in law ( Monkey ) and cross to a river. I am so excited to read on the web today,it’s recall when I was kid. I agreed the old adult who created this story. He’s really cool! I remember that this story is very long story. Thank you for writing on the web.
ขอบคุณ ที่นำนิทาน เรื่อง ม้อนหื่อ ม้อยี้ มาเผยแพร่ บนเว็ป เพื่อให้พี่น้องได้รู้ได้อ่าน ได้คติและความบันเทิงใจ ผม ภูมิใจที่ได้เป็นผู้แปลและจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม จากภาษาอาข่า เป็นภาษาไทย ไม่มีการสงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างได ครับ