เขียนอย่าง 'อาข่า' สิบปากว่าหรือจะสู้หนึ่งตัวอักษร | I Am Akha, Aqkaq, อาข่า : เว็บอาข่า ข่าวอาข่า หนังอาข่า และเพลงอาข่า เขียนอย่าง ‘อาข่า’ สิบปากว่าหรือจะสู้หนึ่งตัวอักษร
เพลงอาข่า

เขียนอย่าง ‘อาข่า’ สิบปากว่าหรือจะสู้หนึ่งตัวอักษร


ด้วยกลัวว่าวัฒนธรรมจะเลือนหาย ชาวอาข่าบนดอยช้าง จึงร่วมใจกันสร้าง "ภาษาเขียน" จากภาษาพูดขึ้นมา เพราะสิบปากว่าคงไม่เท่ากับ 1 ลายลักษณ์อักษร

รากเหง้าจำนวนมาก มีอันต้องล้มหายตายจากไปเพียงเพราะไม่มี "ภาษาเขียน" มาคอยเก็บคำและความไว้ให้เป็นหลักฐาน  แต่ชาวอาข่าหัวก้าวหน้าบนยอดเขาบ้านดอยช้าง ต.วาวี จ.เชียงราย ไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น  พวกเขาลุกขึ้นปกป้องรักษา "โข่วอื๊อ-ฮง้ออื๊อ" หรือวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมของบรรพบุรุษที่นับวันจะลางเลือน ไว้อย่างสุดตัว 

akha language03 เขียนอย่าง อาข่า สิบปากว่าหรือจะสู้หนึ่งตัวอักษร

1. เด็กชายชนเผ่าอาข่าสองคนกำลังนั่งดูดกาแฟเย็นในแก้วพลาสติกอย่างเอร็ดอร่อย  แกล้มด้วยขนมขบเคี้ยวบรรจุซอง ที่พ่อแม่ไปซื้อหามาจากร้านของชำในหมู่บ้าน  อาข่าตัวน้อยเหล่านี้ไม่ต่างจากเด็กชาวเขารุ่นพี่อีกหลายคนที่ยังพูดภาษาอาข่าซึ่งเป็นชาติกำเนิดของตนเองและคนในชุมชนไม่ได้  เพราะที่โรงเรียนคุณครูสอนให้ฝึกพูดภาษากลางตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดหลักสูตรภาคบังคับเอาไว้

ชุติมา มอเลกู่ หรือ หมี่จู  หญิงชาวอาข่าบ้านดอยช้าง  ในฐานะนายกสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย(IMPECT) เป็นอาข่าหัวก้าวหน้าคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันแก้ปัญหาความสูญสลายของวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นกับชนเผ่าของตนเองอยู่ โดยระบุสาเหตุของความล่มสลายทางวัฒนธรรมอาข่าที่ก้าวคืบใกล้เข้ามาทุกขณะนั้นว่า มีมาจากหลายทาง 

 "จำได้ว่าตอนอายุ15 ปี  หมี่จูต้องไปทำบัตรประจำตัวประชาชน  เจ้าหน้าที่อำเภอบอกว่าชื่อ "หมี่จู" นั้นเขียนและอ่านออกเสียงยาก  ขอให้ตั้งชื่อเป็นภาษาไทย  เมื่อนึกอะไรไม่ออกจำได้แต่เพียงว่านางสาวไทยปีนั้นชื่อ ชุติมา นัยนา  ตัวเองก็เลยนึกเอาชื่อชุติมามาตั้งเป็นชื่อของตัวเอง  ทั้งๆ ที่คำว่า 'หมี่จู' นั้นมีความหมายมาก เพราะชาวอาข่าจะนำเอาชื่อสุดท้ายของพ่อมาตั้งเป็นชื่อแรกของลูก  อย่างพ่อของตนชื่ออาหมี่  ตนก็เลยมีชื่อว่าหมี่จู  และเด็กชาวอาข่าทุกคนก็ตั้งชื่อเป็นภาษาไทยกันหมด ทำให้การสืบสายตระกูลขาดช่วงไป"

หมี่จูบอกว่าตอนนี้เด็กๆ และเยาวชนอาข่ารุ่นหลังที่เติบโตมาแทบจะพูดภาษาอาข่าเพื่อสื่อสารกับคนในชุมชนไม่ได้  ตรงนี้ถือเป็นวิกฤติที่หนักหน่วงสำหรับชาวอาข่าในปัจจุบันมาก  นอกจากนี้ยังพบว่าชาวอาข่าร้อยละ 70-80 ได้หันไปนับถือศาสนาอื่นเช่น คริสต์ ทั้งคริสเตียนและแคธอลิก  หรือ พุทธโดยละทิ้งการนับถือผีหรือบรรพบุรุษ ทำให้ไม่มีโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมของตัวเอง  ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคืออาข่ารุ่นหลังจะไม่สามารถเรียนรู้สืบทอด

ภูมิปัญญาวัฒนธรรมของชนเผ่าอาข่าที่มีอยู่ไว้ได้  เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้เฒ่าผู้แก่และผู้นำหมู่บ้านจึงวิตกกังวลอย่างมาก ด้วยเกรงว่าวัฒนธรรมอาข่าดั้งเดิมจะสูญหาย 

 "ที่ผ่านมาชาวอาข่าเราใช้วิธีสืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิม (โข่วอื๊อ-ฮง้ออื๊อ)  ทั้งพิธีกรรม  ประเพณี  ศิลปะ งานและการเกษตร  โดยบันทึกผ่านคำบอกเล่าบอกต่อและการจดจำจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งเป็นหลัก"

 หมี่จู ชี้ให้เห็นปัญหาว่าอยู่ที่ "ภาษาเขียน" จดบันทึกความเชื่อและสิ่งต่างๆไว้  ซึ่งชนเผ่าอาข่ายังไม่มีเป็นของตัวเอง   

"การมี 'ภาษาเขียน' เฉพาะขึ้นมาจึงเป็นเครื่องมือจำเป็นสำหรับการจดจารเรื่องราวและสิ่งที่ต้องสืบทอดกันไป ซึ่งมีอยู่หลายอย่างตั้งแต่พิธีเกิด  พิธีแต่งงาน โดยเฉพาะการจัดพิธีศพของชาวอาข่าที่มีความซับซ้อนทั้งพิธีการและบทสวดซึ่งมีแต่คนเฒ่าคนแก่เท่านั้นที่ประกอบพิธีกรรมนี้ได้"

 ยังมีความเชื่ออีกหลายอย่างทั้งการนับไล่สายตระกูลของชาวอาข่าทั้งหมดเอาไว้  ความเชื่อที่ว่าสามีห้ามเรียกชื่อจริงของภรรยาตัวเอง จะเรียกได้ครั้งเดียวคือในพิธีศพ ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้หมี่จูบอกว่า จำเป็นต้องสืบทอดไว้ ส่วนสิ่งไหนจำเป็นต้องปรับก็คงต้องปรับกันไปตามความเหมาะสม 

akha language01 เขียนอย่าง อาข่า สิบปากว่าหรือจะสู้หนึ่งตัวอักษร

 "เช่น ความเชื่อเดิมที่ว่าห้ามมิให้ผู้หญิงเป็นผู้กระทำการเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ  ทางผู้เฒ่าผู้แก่และผู้นำชุมชนได้มีการหารือเพื่อเตรียมปรับเปลี่ยนประเพณีบางอย่างเพื่อยืดหยุ่นความยึดถือลงไปเพราะบางครอบครัวทั้งตระกูลเหลือเพียงทายาทที่เป็นหญิงก็ต้องปรับเพื่อให้สามารถไหว้ผีบรรพบุรุษได้" 

2. หมี่จู เล่าว่า  จากความวิตกดังกล่าวประกอบกับมีโอกาสได้ทำงานด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมชนเผ่าในระดับนานาชาติ  ทำให้ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดกับคนใกล้ชิดและตัวแทนชาวอาข่าจากหลายประเทศ  และต่อมาเธอได้คบหาและแต่งงานกับสามีคือ เจี้ยนขวา หวัง(Jianhua Wang)  หนุ่มอาข่าหัวก้าวหน้าจากจีนยูนนาน ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านมนุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอเนียร์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งทำงานเป็นผู้ประสานงานภูมิภาคเครือข่ายอาข่าลุ่มน้ำโขง(MAPS)  

เมื่อทั้งคู่กลับมาลงหลักปักฐานอยู่ที่หมู่บ้านอาข่าที่บ้านดอยช้าง ต.วาวี จ.เชียงราย  จึงร่วมกันทำงานต่อสู้ผลักดันการอนุรักษ์วัฒนธรรมอาข่า  ภายใต้โครงการ "อนุรักษ์ฟื้นฟูและสืบทอดวัฒนธรรมอาข่าบ้านดอยช้าง ต.วาวี จ.เชียงราย"  อันเป็นที่มาให้นายเจี้ยนขวา พร้อมด้วยชาวอาข่าบ้านดอยช้างร่วมขับเคลื่อนและผลักดันสร้างภาษาเขียนของชนเผ่าขึ้น เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการใช้เป็นเครื่องมือจดบันทึกวัฒนธรรมของชาวอาข่าดั้งเดิมเอาไว้  โดยมีการประสานความร่วมมือกับเครือข่ายชาวอาข่าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงนานาประเทศ

 "ทั่วโลกขณะนี้มีชาวอาข่าอาศัยอยู่ทั่วโลกรวม 5 ประเทศ  คือไทย  พม่า  ลาว จีนและเวียดนาม  แต่เวียตนามไม่ได้เข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายโครงการฯด้วย  เบื้องต้นอาข่า 4 ประเทศได้มีการประชุมตกลงกันว่าจะใช้อักษร "โรมัน" มาเป็นภาษาเขียนร่วมของชาวอาข่า เพราะที่ผ่านมาอาข่ามีเพียงภาษาพูด  ที่จริงมีความพยายามกันมาเป็น 10 ปีแล้ว  แต่เพิ่งจะตกลงกันได้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2552 ที่ผ่านมา โดยตัวแทนหัวหน้าชนเผ่าไปประชุมตกลงกันที่ประเทศจีน เห็นตรงกันเพื่อมุ่งหวังให้ลูกหลานได้เรียนรู้สืบทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเอาไว้"

 โครงการ "อนุรักษ์ฟื้นฟูและสืบทอดวัฒนธรรมอาข่าบ้านดอยช้าง ต.วาวี จ.เชียงราย"  ได้รับการสนับสนุนทุนส่วนหนึ่งจากกองทุนเอกอัครราชทูตเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรม สถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย 

 ซูซาน สตีเวนสัน กงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวระหว่างเดินทางมาในฐานะผู้แทนนายเอริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย  เพื่อมอบทุนให้กับชุมชนชาวอาข่าบ้านดอยช้าง ว่า เหตุผลสำคัญของการเป็นลมใต้ปีกคราวนี้ เพราะปัจจุบัน วัฒนธรรมอาข่า กำลังเข้าสู่ภาวะใกล้สูญพันธุ์

 "ที่ผ่านมามีโครงการในไทยที่ได้รับทุนส่วนใหญ่จะเป็นการอนุรักษ์จิตรกรรมภาพเขียน  สถาปัตยกรรมสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่และเรื่องราวของผู้คน  แต่ครั้งนี้เป็นการให้ทุนเพื่อการสืบทอดอนุรักษ์วัฒนธรรม  ที่เป็นมรดกตกทอดทั้งประเพณี  พิธีกรรม  ความเชื่อ  รวมทั้งภาษาเขียน  ซึ่งรัฐบาลสหรัฐเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก  จึงตัดสินใจที่จะให้ทุนสูงสุดในภูมิภาคเอเชียสำหรับปีนี้"

เจี้ยนขวา หวัง ผู้ประสานงานภูมิภาคเครือข่ายอาข่าลุ่มน้ำโขง(MAPS) กล่าวว่า  ภาษาเขียนจะเป็นสิ่งสำคัญในการสืบทอดเรื่องราวพิธีกรรมวัฒนธรรมชนเผ่าอาข่าผ่านการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงในหนังสือ

 "หลังได้รับทุนสนับสนุน เราจะจดบันทึกเรื่องราวไว้ในรูปของหนังสือ  นิทาน  การ์ตูน  คำคมให้เหมาะสมสำหรับเด็กและผู้ใหญ่จะได้เรียนรู้ถึงภูมิปัญญาที่เราจะถ่ายทอดเก็บบันทึกผ่านสื่อต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจ"

 แต่เนื่องจากเรื่องราวพิธีกรรมต่างๆ ของชนเผ่าอาข่ามีอยู่เป็นจำนวนมากและหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามฤดูกาล  ทำให้การเก็บบันทึกรายละเอียดต่างๆเหล่านี้ต้องใช้เวลานานพอสมควร  เจี้ยนขวา วางเอาไว้ว่าจะค่อยๆ ทยอยทำให้สมบูรณ์ที่สุดภายในระยะเวลา 2 ปี  

ในวันรับมอบทุนมีตัวแทนอาข่าจาก 4 ประเทศเพื่อนบ้าน คือ พม่า ลาว จีนและเวียดนาม มาร่วมสังเกตการณ์ แลกเปลี่ยน พร้อมกล่าวคำทักทาย "อูดูทาม๊ะ" แปลว่า "สวัสดี" กันทั่วหน้า  และยังมีพี่น้องจากทุกชนเผ่าในประเทศไทย  ทั้งมูเซอ(ลาหู่)  ปกาเกอะญอ  เมี่ยน(เย้า)  ลีซอ  ไทยใหญ่ ฯลฯ ในประเทศไทยหลั่งไหลเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับอาข่าไทยกันอย่างคับคั่ง  เพราะอาข่าไทยวันนี้ถือเป็นต้นแบบของการริเริ่มที่จะมีภาษาเขียนเฉพาะของชนเผ่าสำหรับใช้ในการสืบทอดอนุรักษ์วัฒนธรรมขึ้นมาเป็นครั้งแรก

akha language02 เขียนอย่าง อาข่า สิบปากว่าหรือจะสู้หนึ่งตัวอักษร

 นาย เมนยู (Min Kyu)  ตัวแทนอาข่าจากพม่า  เผยรู้สึกและเหตุผลที่เดินทางมาว่า  ต้องการมาแสดงความยินดีกับอาข่าของไทย  อีกอย่างโครงการนี้เป็นความร่วมมือและการทำงานทุกขั้นตอนร่วมกันของพี่น้องชาวอาข่าทุกประเทศคือพม่า  ไทย  จีนยูนานและลาว

"ที่ผ่านมาเราร่วมมือกันเดินหน้าจัดอบรมเยาวชนทั้ง 4 ประเทศให้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของการรักษาวัฒนธรรมอาข่าไว้  ซึ่งในพม่าเองขณะนี้มีชนเผ่าอาข่าอาศัยอยู่ในแถบเชียงตุงและเขตต่างๆ รวมกว่า 2 แสนคน"

 อีกคน สมพัด สอจำปา ตัวแทนอาข่าจากบ้านพี่เมืองน้องประเทศลาว อายุ 28 ปี ปัจจุบันเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 5 ที่เวียงจันทน์ เดินทางมาร่วมยินดีเช่นกัน เขาบอกเล่าแลกเปลี่ยนว่า  ปัจจุบันที่ลาวมีอาข่าประมาณ 1 แสนคน  อาศัยอยู่ทางภาคเหนือของลาวคือที่ปางสะหรี  แขวงอุดมชัย  หลวงน้ำทา  บ่อแก้ว

"ในแง่ของวัฒนธรรมแล้วอาข่าไทยกับลาวนั้นไม่แตกต่างกัน  จะต่างในแง่ของการนับถือศาสนาที่อาข่าไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสเตียน  แคธอลิคและศาสนาพุทธ  แต่อาข่าลาวนั้นยังคงนับถือบรรพบุรุษหรือผีกันอยู่  ส่วนการริเริ่มจนเกิดการสร้างภาษาเขียนอาข่าขึ้นตามโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูและสืบทอดวัฒนธรรมอาข่าบ้านดอยช้าง ต.วาวี จ.เชียงรายน่าจะเป็นเรื่องดีกับอาข่าที่อยู่ทั่วโลก  เพราะการเรียนรู้ต่างๆ ที่ผ่านความทรงจำย่อมตกหล่นและสูญหาย  แต่เมื่อมีการบันทึกด้วยตัวอักษรก็จะเท่ากับเป็นการรักษาสิ่งที่บรรพบุรุษมีมาช้านานไว้ได้อย่างสมบูรณ์" 

 ตลอดทั้งวันที่รับมอบทุน  คนอาข่าบนดอยวาวีแสดงออกถึงความสุขผ่านใบหน้าเปื้อนยิ้มของพวกเขา  แววตาอิ่มเอมทุกครั้งที่ผู้นำหมู่บ้านประกาศผ่านไมโครโฟนให้ออกมาโชว์ชุดการแสดงอาข่าที่จัดเตรียมไว้  ทั้งเต้นระบำกระทุ้งไม้ไผ่ เดินไม้ไผ่โกงเกง  เป่าใบไม้  สลับช่วงกันไปมาอย่างร่าเริง  ปิดท้ายด้วยการโล้ชิงช้าที่ผาดโผนโยนตัวสูงเสียดฟ้าอย่างสุดกำลังของหนุ่มชาวดอย 

คนที่ดูจะมีความสุขมากที่สุดในวันนั้นก็คือคู่เต้น "ฉ๊อหม่อ-ฉ๊อคา" หรือผู้เฒ่าผู้แก่ชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งมีอายุรวมกันเฉียด 200 ปี   สีหน้าของคนทั้งคู่บ่งบอกถึงความปิติสุขอย่างยิ่ง เพราะมั่นใจแล้วว่างาในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ลูกหลานอาข่าพร้อมใจกันออกมาขานรับให้สัญญากับคนรุ่นเขาว่าจะรักษาวัฒนธรรมและดำรงวิถีเผ่าพันธุ์อาข่าที่

Credit: http://www.bangkokbiznews.com

Share This



Leave Your Opinion

**โปรดสุภาพ เปิดกว้าง และตรงไปตรงมาบนพื้นฐานเหตุและผล

You can use these XHTML tags:<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>


 

Enter your email address:

ท่านใดสมัครแล้ว กรุณาเช็คเมล์เพื่อคลิกลิ้งค์ยืนยันด้วยนะครับ


www.okmaxsite.com www.hmongok.com
www.9dern.com www.9dern.com
www.tlcthai.com ไฮ-ลาหู่หญ่า