“กลืนโดยไม่เคี้ยว…สิ่งที่อาข่าควรรู้”
“กลืนโดยไม่เคี้ยว…สิ่งที่อาข่าควรรู้”
สังคมอาข่าไม่ว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน ย่อมขึ้นอยู่กับการกำหนดร่วมของคนหมู่มาก ระบบสังคมไม่ได้วางอยู่บนไหลคนเพียงผู้เดียว ทว่าผู้เดียวสามารถเป็นประกายไฟให้อีกหลายคนร่วมกำหนดทิศทางได้
ระบบสังคม วิถีชีวิตของอาข่าที่กำลังผกผันจากอีกมุมหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน กลายเป็นอีกมุมหนึ่งในปัจจุบัน แน่นอนว่าเหตุที่เราเปลี่ยนเพราะต่างอยากให้สังคมได้พัฒนา ทันสังคม ทันโลก และอีกนานาเหตุผล……………….
เมื่ออิทธิพลกลไกของระบบนอกที่เข้ามาในวิถีชีวิตอาข่า หลายกลุ่ม หลายคน หลายหมู่บ้านปรับตัวไม่ทัน จะเป็นการรู้ไม่เท่าการณ์ก็ตามแต่ เป็นอันว่าต้องเดินกระท่อนกระแทกเป็นตามๆกัน
มีคนกระหายน้ำอยู่สองคน คนแรกเจอบ่อน้ำกระโจนเข้าไปดื่มอย่างอดใจไม่ไหว กับอีกคนหนึ่งซึ่งกระหายไม่แพ้กันกับคนแรก เห็นบ่อน้ำ แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะกระโจนเข้าไปดื่ม มองดูบ่อน้ำนั้นอย่างพิเคราะห์ว่าพอจะดื่มให้กระกายได้หรือไม่ เมื่อตริตรองเสร็จแล้วก็ค่อยๆตักมารินกิน หายชื่นใจ จะเห็นได้ว่า ระหว่างคนสองคน คนแรกมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดปัญหามากกว่าคนที่สอง น้ำในบ่ออาจมีพิษ อาจมีมูล ซาก ฯลฯ จะเห็นได้ว่าการลงลายละเอียดในสิ่งที่เล็กๆน้อยๆไปถึงงานระดับช้างนั้น แน่นอนผลลัพธ์ที่ออกมาจะต่างกัน
หากเปรียบความเชื่อสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นลูกแอ๊ปเปิ้ล แน่นอนก่อนจะเชื่อ ก่อนจะกลืน ก็ต้องเคี้ยว ยิ่งเคี้ยวละเอียดเท่าไหร่ ยิ่งดีต่อสุขภาพ ระบบขับถ่าย
ไม่ใช่ทุกคนที่กลืนโดยไม่เคี้ยว แค่บางครั้งกระหายมากไปหน่อยกระมัง………
จากเดิมที่วิถีอาข่าของเรายังมีขนบธรรมเนียมที่สวยงาม แต่ดูเหมือนจะกลายเป็นแค่ความฝันที่ครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในอดีตเท่านั้นเอง อาจมีอยู่ ทว่ามันไม่เหมือนเดิม เมื่อกลายเป็นแค่อดีต ในอนาคตใครจะรู้มันอาจกลายเป็นแค่นิทานปรัมปราที่ผู้ใหญ่จะเล่าให้เด็กๆฟังก่อนนอนเท่านั้นเองก็เป็นได้
เพราะความเป็นวิถีไม่ได้เกิดขึ้นมาในชั่วขณะ แต่มันต้องใช้ระยะเวลาฝนร่วมๆมาเป็นเวลาอันยาวนาน จากวิถีหนึ่ง สู่วิถีหนึ่ง หล่อหลอม กว่าจะถ่ายทอดลงมาถึงรุ่นเวลานี้ แน่นอนต้องผ่านแดดที่แผดเผาเกือบไหม้ ฝนที่กระหนำลงมากำลังจะสลายละลายไปในก้นปฐพี โดยไม่มีใครตักตวงไว้
น่าเสียดายไม่น้อย แต่ก็อดสูไม่แพ้กันที่ต้องทำให้บรรพชนรับรู้ว่า เยาวชนรุ่นเราเป็นผู้หลงลืมอะไรบางอย่างที่ผู้วายชนม์ได้สั่งสมไว้เมื่อครั้นดำรงชีพ
ไม่ได้บอกให้เคี้ยวน้ำ หากแต่การเคี้ยวน้ำ บางครั้งดีกว่าการดื่มลงไปโดยไม่ดูถี่ถ้วน สิ่งที่ควรเคี้ยวก็เคี้ยว
สังคมอาข่ากำลังเปลี่ยน สิ่งที่ต้องตระหนักรู้คือ การปรับตัวให้เท่าทัน การรู้อย่างชัดแจ้งถึงสิ่งที่เข้ามา อย่าได้ให้อิทธิพลนอกเข้ามาทับเส้นสายวิถีที่เราเป็น
ใช่ว่าถนนทุกเส้นมีก้อนกรวดเสมอไป เพียงแต่ทุกครั้งที่เราเดิน ต้องเอาใจใส่กับการย่างก้าวของเราให้ผ่านไปด้วยดีเท่านั้นเอง ย่างกรายออกไป พร้อมๆกัน
คนอาข่าไม่ว่าจะเป็นอาข่าในประเทศอะไรก็ตามแต่ ดูเหมือนปัญหาที่ทุกฝ่ายเผชิญต่างไม่พ้นปัญหาที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง เช่นว่าวัยรุ่นที่รู้ขนบธรรมเนียมประเพณีน้อยลงรับอิทธิพลนอกมากเกินไป ฯลฯ
ของดีและไม่ดีจะอยู่ในที่ที่เดียวกัน เพียงแค่เราจะเลือกดึงจุดใดออกมายืนบนเวทีเท่านั้นเอง คุณก๊องชา นักร้อง นักแต่งเพลงอาข่า ได้บอกไว้ว่า “มีดจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่คนใช้ หากว่าใช้มีดเพื่อไปฆ่าคน มีดนั้นย่อมติดมลทิน หากว่านำมีดไปตัดไม้ มีดก็เป็นมีดที่ดี”
ใบไม้ที่ร่วงโรยแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง สายธารที่ไหลเชี่ยวกราดแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เราไม่สามารถยืดไว้ได้นาน นกน้อยที่โผบินแสดงให้เห็นถึงอิสระของการมีชีวิต
สังคมอาข่าเป็นสังคมเสรี มีอิสระ ฉะนั้นการมีชีวิตเพื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ย่อมเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล เฉกเช่นเดียวกับที่อาข่าเราจะนับถือ หรือจะเชื่อตามวิถีใดก็ตามแต่ ไม่ถือว่าผิดหรือแปลกแยกแต่อย่างใด ไม่ว่าอาข่าจะเป็นอาข่าอะไร ล้วนแล้วแต่มีเลือด มีจิตวิญญาณอาข่าทั้งสิ้น
อาข่า ณ วันนี้ ยังต้องการทุกคน ความเป็นจิตวิญญาณของอาข่ามีในตัวของทุกคน เลือดอาข่า วิญญาณอาข่าจะยังคงสืบต่อไป
.
.
.
อีกครั้ง ที่ไม่ควรผิดซ้ำสอง ผมอยากเคี้ยวก่อนกลืน แม้กระทั่งน้ำ ผมก็ยังเคี้ยว!
www.lochingcha.com
01/08/2553







