“ครั้งหนึ่งเคยกอดแม่…ร่างที่ไร้วิญญาณ”
“ครั้งหนึ่งเคยกอดแม่…ร่างที่ไร้วิญญาณ”
……ขี่ยานเวลาย้อนวันวานที่เคยเป็นละอ่อน ดูเหมือนหลายสิ่งยังคงประทับตราตรึงใจยังไม่ขาดหาย ความทรงจำอันอบอุ่น การละเล่นเหมือนเด็กทั่วไป และที่สำคัญ ตอนนั้น
“ผมยังกอดแม่อยู่”
ใช่ครับ…นั่นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตอนที่ผมยังไม่เข้ามาอยู่ในแดนศรีวิไลเช่นนี้ จะว่าไปแล้ว หลายครั้งที่พบพานนานาปัญหา ทำให้จิตวิญญาณของความเคยเป็นเด็กกลับมาสิงร่างใจอีกครั้ง อยากกอดแม่ อยากร้องไห้งอแงให้แม่ปลอบ อยากให้แม่ต้มน้ำอุ่นๆอาบให้ อยากกินอาหารฝีมือแม่……
“บางทีการเป็นเด็กไร้เดียงสา มีความสุขมากกว่าคนมีวิชาความรู้มากมายหลายร้อยเท่านัก”
…หญิงคนหนึ่งที่แบกร่างเด็กน้อยวัยแปดขวบ ขณะที่มองเห็นเส้นทางเพียงลางๆ แต่หญิงผู้นี้ตัดสินแบกร่างเด็กน้อยคนนี้ไปหาผู้ใหญ่บ้านที่มีความชำนาญเรื่องตำราแพทย์อาข่า
คุณเดาไม่ผิดหรอกครับ เด็กน้อยกำลังป่วย เด็กน้อยป่วยกลางตีสอง เหตุผลเดียวที่หญิงคนนี้ที่แบกเด็กน้อยมา คำตอบคือ “แม่รักลูก”
เด็กน้อยคนนั้น วันนี้เขาบอกว่าเขาไม่มีหญิงคนนั้นแล้ว เหตุเพราะเมื่อหลายปีก่อน หญิงคนนี้ป่วยหนัก แต่ที่น่าเศร้าที่สุดคือ เด็กน้อยไม่ทันได้เห็นแววตา และลมหายใจเหือดสุดท้ายของหญิงคนนั้น ใช่ หญิงคนนี้เป็นแม่ของเด็กคนนั้น
เด็กน้อยเติบโตวัยสิบขวบ ต้องมาพรากแม่ ผู้เป็นที่รัก ใครๆก็ย่อมเสียใจ แม้แต่ผมก็เสียใจ
แปลกไหม ที่เราต่างก็รู้ทั้งรู้ว่าวันหนึ่ง คนเราต้องตายจากไปในวันหนึ่ง ไม่มีใครจะอยู่คู่ฟ้า คู่เดือนเราต่างรู้ดี กับคนอื่นที่เราไม่รู้จัก ไปจากโลกนี้ มันแทบไม่มีผลทางจิตใจนัก แต่กลับคนใกล้ชิด และยิ่งเป็นญาติ เรายิ่งทำใจลำบาก
วันที่เด็กน้อยคนนี้กลับมาจากถิ่นอื่น ที่ลาการเรียน ขึ้นมาบ้าน หวังว่าจะได้มาพบหน้าแม่ และเยี่ยมแม่ที่นอนป่วยอยู่
ณ เวลานั้นเด็กน้อยไร้เดียงสาจริงๆคนนี้ ไม่รู้แม้กระทั่งว่า แม่ของตนจากไปไกลโขแล้ว
เหตุที่เด็กน้อยไม่รู้ นั่นเพราะไม่มีใครบอก เด็กน้อยกำลังเข้าค่ายลูกเสือ เหลือแค่ไม่กี่วันก็หมดค่าย แต่ไม่ทัน แม่ไปก่อนแล้ว ลูกยังไม่กลับมาอีก
เห็นทิวทัศน์หุบเขาอีกครั้ง ตอนที่เด็กน้อยกลับบ้าน มีคนไปรับที่ปากทาง ไม่มีเสียงใดๆ ไม่มีใครบอก คนขับเงียบ…
เด็กน้อยสังหรณ์ใจตั้งแต่ตอนอยู่ค่ายลูกเสือว่าต้องเกิดอะไรขึ้นกับผู้เป็นแม่แน่ๆ ทำไมพี่สาวไม่เห็นบอกอะไร ทุกคนปกปิด……
อนึ่งแม่เข้ามาในฝัน ตอนที่เด็กน้อยนอนกลางสนามค่าย
เสร็จค่าย เด็กน้อยรีบกลับ ใช้เวลาค่อนครึ่งวันกว่าจะถึงบ้าน…….บนดอย
รถที่วิ่งขึ้นดอยมาหลายโค้ง จอดวางท่าที่หน้าบ้าน เต็มไปด้วยผู้คน เต็นท์ที่ถูกกางบนลานบ้าน กาน้ำชาที่กำลังต้มเดือดพล่าน คนเฒ่าคนแก่กำลังนั่งคุย พลันหันหน้ามาหาเด็กน้อย
เด็กน้อยอึ้งไปชั่วครู่…..โรงศพอยู่หน้าบ้าน
ไม่ต้องอธิบาย เวลานี้เด็กน้อยรู้ทุกอย่างแล้ว……..
เด็กน้อยเห็นร่างของผู้เป็นแม่ในวันที่แม่นอนแนบนิ่งดั่งท่อนไม้ ไม่พูด ไม่สบตา ไม่ยิ้ม แม่นอนนิ่ง เด็กน้อยน้ำตาคลอ เข้าไปกราบแม่ที่ปลายเท้า โอบกอดเป็นครั้งสุดท้ายบนร่างไร้วิญญาณ….
เด็กน้อยไม่พูดอะไร มีคนพยายามอธิบายเหตุผลที่ปกปิดไว้ แต่ก็ไม่ได้ผล เด็กน้อยนั่งทื่อฟังอย่างไร้จิตไร้ใจ
“ว่ากันว่า หากเรารู้จักความตายแล้ว การตายก็เป็นเพียงการนอนหลับอย่างหนึ่ง ทว่าเป็นการนอนหลับที่ยาวนานที่สุด”
ณ วันนี้เห็นใครๆก็จัดวันแม่ กราบแม่ ไหว้แม่ ทว่าเด็กน้อยคนนั้น มีความรู้สึกต่างจากคนอื่นตรงที่ เขาไม่อยากให้วันแม่มีเพียงวันเดียว ทำไมเขาต้องกราบแม่ กอดแม่แค่ในวันแม่กัน เด็กน้อยบอกว่าตัวเองไม่อยากมีวันแม่อีกแล้ว เพราะเขาไม่มีแม่ให้กอด นี่อาจเป็นความคิดที่ดูคับแคบไปหน่อย แต่เด็กน้อยก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ
ความพรากพลาดมาเยือนได้เสมอ และเรื่องนี้ก็ได้มาเยือนเด็กอาข่าคนหนึ่งแล้วเมื่อหลายปีก่อน…ความตายพรากกายได้ แต่ไม่เคยพรากใจเราสองแม่ลูก
“ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งสิ้นหากคิดเสียใจ จมปลักกับอดีต”
เด็กน้อย แม้จะเสียใจก็จริง แต่ครั้งหนึ่งแม่เคยบอกไว้ว่า “เพราะความยากไร้ของเรา การศึกษาสามารถยกระดับให้เจ้าได้” เด็กน้อยไม่เคยลืม เด็กน้อยต้องอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับความจริง คำเดิมๆของแม่ยังลอยเวิ้งว้างในใจเสมอ
กาลเวลายิ่งผ่านไป เหมือนความเดิมตอนที่แล้ว กลับมาฉายในใจอีกครั้ง นับวันภาพที่เคยเลือนลาง กลับมาชัดเจนอีกครั้ง ความเดิมไม่ได้มีตอนเดียว…….
เพราะเด็กน้อยรู้ว่า แม่เฝ้ามองดูอยู่ แม่ยังรักลูกเสมอ และแม่ก็รู้ว่า “ลูกรักแม่เสมอ”
“เราจะรู้สึกเสียดายกับโอกาศที่ครั้งหนึ่งไม่ได้ทำ แต่วันนี้คุณมีโอกาศ อย่าปล่อยให้โอกาศนั้นหลุดลอยไป มิเช่นนั้นคุณจะรู้สึกเสียใจเหมือนเด็กน้อย”
รักแม่ให้มากๆนะครับ…..
ใช่…..หากเลือกได้ เด็กน้อยอยากกลับมาเกิดเป็นลูกของแม่คนเดิม ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่าเป็นอะไรก็ตามแต่
หนึ่งเหตุผลคือ ลูกยังไม่ได้โอบกอดแม่ตอนอายุยี่สิบกว่านั่นเอง
12/08/2553







จำได้ว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยกอดแม่สักครั้ง..และไม่เคยบอกแม่ว่า “รักแม่” ได้เพียงแต่เป็นคนดี ตั้งใจเล่าเรียนศึกษา ดูแลน้องๆๆ….ทั้งนี้อาจเป็นด้วยวิีถีชีวิตของความเป็นอาข่า..แต่ผมก็รอที่จะกลับไปกรามเท้าคุณแม่..กอดคุณแม่…และบอกว่า “รักแม่” ..ตอนนี้ขอเป็นเด็กดีตั้งใจเรียนให้จบก่อนเด้อ..
….รักแม่ครับ
@Editor: รักนะแต่ไม่แสดงออก…..อ้อมอกแม่อุ่นสุดๆๆแล้วหล่ะคะ *_*
((((((((((I^Y))))))))))))) ฮ่าๆๆๆๆๆ
@archin: ฉันดีใจที่มีแม่ …..วันแม่แต่รักม้าและไม่ลืมป๊า *_*
อึ้งทึ่ง…..!!!!!!!กับบันทึกรักสายใยรักระหว่างแม่กับลูก อิอิอิ
“ถ้าแม่ฟังอยู่ไม่ว่าแม่อยู่ไหนไม่ว่าแม่เป็นใคร ช่วยส่งรักกลับมา ถ้าแม่ไม่อยู่ คิดถึงหนูหน่อยนะ หนูขอสัญญาว่าหนูจะเป็นเด็กดี”
ฟังเพลงนี้แล้วเศร้าจัง เศร้าแทน….สำหรับคนที่ไม่มีแม่ให้บอกรักในโลกใบนี้แล้ว… หลายคนคงโหยหาแม่อยู่…อยากบอกว่าเข้าใจและขอเป็นกำลังใจให้ใช้พลังรักของแม่ที่อยู่ในใจเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านเดินต่อไปอย่างเข็มแข็ง สู้ๆๆเพื่อแม่….. Su Su na…….O.O ………… (((((((M^Y))))))))
((((((((((((I^MoM^Y)))))))))))))))
นักเขียนหนุ่มไฟแรงง เล่าได้เศร้าเชียว…..แต่ก็เห็นมีคนปลอบแล้ว ได้กำลังใจดี ฮ่าๆๆๆๆ พี่ร่วมแบ่งปันละกันเนาะ
เคสพี่นี่เศร้าสุดๆก็ตอนที่พี่สาวเสียแล้วไม่ได้ไปร่วมงาน ทราบอีกทีก็หลังจัดงานเสร็จ (ติดสอบก็เลยปิดมั๊ง)
เฮ้อ คิดถึงพี่สาวคนสวยเหลือเกิน ไม่น่าหลงทางมาอ่านบทความน้องอาชินเลย 5555+