คะจีราดะพ่อครูสอนรักตราบาปของคนอาข่าที่เขียนโดยปิยพงศ์
หนุ่มสาวที่มีสิทธิ์จะไปเริงรักกันที่ลานกะลาล่าเซอได้นั้น จะต้องผ่านและมีความรู้ในเรื่องของเพศสัมพันธ์
ทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติ จากครูผู้ในเรื่องพรรค์นี้เสียก่อน
ตำแหน่งคะจีราดะนี้ จะถูกคัดเลือกและแต่งตั้งจากบรรดาหัวหน้าครอบครัวทั้งหมดในหมู่บ้าน
ลงมติเอกฉันท์ให้รับหน้าที่นี้ โดยจะคัดเอาชายกลางคน ที่สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ความประพฤติเรียบร้อย
คู่ครองหรือภรรยาตายจาก และเป็นผู้ที่ไม่มีบุตรธิดา
วิธีการผูกมัดใจสามีและลงท้ายด้วยความรู้ในการเสพสม เป็นชายคนแรกของสาวแรกรุ่นทุกคนในหมู่บ้าน
แต่เพื่อความไม่ประมาทพวกเขาก็มีกฏเกณฑ์เพื่อป้องปรามอาการใจแตกทั้งของพ่อครูและลูกศิษย์
คือ คืนเดียวในป่าเท่านั้น สำหรับบทเรียนพิศดารบทนี้
เสน่ห์บ้านม้งแปดหลัง
วันนี้ขอเสนอหน้าโปรโมทบ้านตนเองสักหน่อย ไม่รู้ว่าจะสามารถถ่ายทอดภาพหมู่บ้านตนเองให้ทุกท่านติดอกติดใจได้มากน้อยแค่ไหน ให้สมกับการตั้งชื่อหัวข้อบทความว่า “เสน่ห์บ้านม้งแปดหลัง” เอาเป็นว่า จะพยายามดึงเอาเสน่ห์ของหมู่บ้านออกมาให้ทุกท่านได้เห็นภาพชัดเจนมากที่สุด และจะพยายามไม่ทำให้ผิดหวังกับคำว่า “เสน่ห์บ้านม้งแปดหลัง”
หลายท่านอาจแปลกใจกับชื่อหมู่บ้าน ว่าทำไมชื่อว่า บ้านม้งแปดหลัง มีแค่แปดหลังคาเท่านั้นเองหรือ แล้วทำไม Editor ผู้เป็นชนเผ่าพื้นเมืองอ่าข่าอย่างผมไปอยู่ในหมู่บ้านนี้ได้ ทั้งที่ชื่อหมู่บ้านขึ้นต้นด้วยชื่อ “ม้ง” Editor อยู่ที่นั่น หมู่บ้านก็น่าจะขึ้นต้นด้วยชื่ออ่าข่า เอาเป็นว่า ผมจะขอเล่าแบบย่อในบทความนี้เป็นลำดับต่อไปแล้วกันนะครับ
ผู้เฒ่าผู้อาวุโสเล่าให้ฟังว่าแต่เดิมหมู่บ้านนี้มีอยู่กันแค่ 8 หลังคาเรือน ชนเผ่าม้งเข้ามาตั้งรกรากก่อน ต่อมามีทั้งชนเผ่าม้งและชนชนเผ่าอ่าข่าได้ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่ม ปัจจุบันบ้านม้งแปดหลังมีบ้านอ่าข่าอยู่ 5 หลังคาเรือน จำนวนประชากรประมาณ 30 คน ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับชนเผ่าม้ง จริงๆแล้วแต่เดิมนั้นคนอ่าข่ามีอยู่ 40 กว่าหลังคาเรือน แต่เมื่อ 10 ปีก่อนมีหลายครอบรัวได้ทะยอยย้ายออกไปอยู่หมู่บ้านอื่น ต่อๆมาก็มีครอบครัวอื่นๆย้ายตามไปอยู่ด้วย ส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านหัวยใคร้ และห้วยไร่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย
เล่าแต่ประวัติหมู่บ้านแล้วจะหาเสน่ห์ของหมู่บ้านเจอไหมเนี่ยะ!!! จะลองเฟ้นหาเสน่ห์ของหมู่บ้านดูขอไปทีละขั้นแล้วกันนะครับ โดยอาจจะเริ่มต้นจากสิ่งที่ผมเห็นว่า น่าจะเสนอเป็นอันดับแรกมากที่สุด หรือเด่นที่สุดไปหาสิ่งที่เป็นทั่วๆไป
ขอเริ่มต้นที่ความเป็นอัตลักษณ์ตัวตนก่อนนะครับ ผมหมายถึงเสน่ห์แห่งความเป็นดั้งเดิม ทั้งคนอ่าข่าและม้งในบ้านม้งแปดหลังยังคงนับถือดั้งเดิมบรรพบุรุษ (ancestor) ก็หมายความว่า ประเพณีวัฒนธรรมของทั้งสองชนเผ่ายังคงรักษาอยู่ดังเดิม ท่านใครไปหมู่บ้านในช่วงเวลาที่มีเทศกาลต่างๆท่านก็จะได้พบเห็นความเป็นดั้งเดิม กลิ่นไอแห่งมนต์เสน่ห์หมู่บ้าน การละเล่นต่างๆในช่วงเทศกาล มีโล้ชิงช้า เล่นลูกข่าง การกินไข่แดง และโยนลูกช่วงปีใหม่ม้ง
บ้านอ่าข่าและม้งส่วใหญ่ยังมุงด้วยหญ้าคา โดยเฉพาะบ้านอ่าข่าทั้ง 5 หลังคาเรือนยังมุงด้วยหญ้าคาทั้งหมด โครงสร้างของบ้านยังคงเป็นแบบดั้งเดิม ฝาผนังบ้านทำด้วยไม้ใผ่ พื้นบ้านปูด้วยแผ่นไม้และไม้ใผ่ ระเบียงบ้านปูด้วยไม้ใผ่เช่นกัน ภายในบ้านยังแยกห้องนอนระหว่างฝ่ายชายและฝ่ายหญิงแบบดั้งเดิม ระหว่างตรงกลางห้องนอนทั้งสองฝ่ายยังมีเตาไฟตั้งอยู่ ของใช้ในบ้านมีน้ำเต้าเก็บกักน้ำดื่ม มีที่ห้อยสำหร้บเก็บตะเกียบ มีหม้อนึ่งข้าว บนเตาไฟมีหิ้งซึ่งทำใว้เพื่อเก็บรักษาของสด อีกทั้งยังมีพื้นที่เก็บฟืนเอาไว้สำหรับดันไฟ
การแต่งกายยังคงเห็นผู้หญิงแต่งชุดประจำเผ่าทั้งอ่าข่าและม้ง ทั้งในช่วงไม่มีงานประจำหมู่บ้านและช่วงมีเทศกาล โดยเฉพาะหญิงผู้สูงวัยจะยังคงเห็นแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าตลอดเวลา ในยามไปทำไร่ทำสวนยังคงเห็นผู้หญิงอ่าข่าปักผ้าไปด้วย และในวันหยุดยังคงเห็นหญิงอ่าข่าทั้งเด็กผู้ใหญ่นั่งปักผ้ากันเป็นกลุ่มโดยจะรวมตัวกันในบ้านใดบ้านหนึ่ง
รอบหมู่บ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ต้นหญ้าเขียวชะอุ่ม มีภูเขาใหญ่น้อยตั้งไล่เรียงเป็นลำดับ ไกลออกไปจากหมู่บ้านประมาณ 1 กิโลทางฝั่งพม่าจะเห็นไร่นาของอ่าข่าและม้ง ช่วงฤดูปลูกข้าวจะเห็นต้นข้าวเขียวขจีทั้งไหล่เขาโดยเรียงกันเป็นลำดับ ยิ่งถ้าในช่วงฤดูปลูกฝิ่นจะเห็นดอกฝิ่นงามอร่ามตระการตาทั้งภูเขามีดอกสีขาว สีม่วงอ่อน สีแดง และสีชมพู ถ้าใครเคยเห็นของจริงมาก่อนจะรู้ได้ว่างดงามมากแค่ไหน ถ้าผมทำได้อยากเปิดเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวชมดอกฝิ่น แต่ก็ไม่กล้าทำครับเพราะไร่ฝิ่นส่วนใหญ่เป็นของชาวพม่า แต่ถ้าใครอยากไปเที่ยวในฤดูนี้ก็สามารถไปเที่ยวชมดอกฝิ่นได้กับชาวบ้าน ถ้ามีโอกาสผมจะพาเพื่อนๆไปเที่ยวในอนาคตแล้วกันนะครับ

กลับมาแถวๆใกล้หมู่บ้านอีกทีโดยรอบหมู่บ้านยังคงเห็นไร่นาของชาวบ้านอยู่ แต่มีไม่มากเพราะส่วนใหญ่เป็นป่่าเขา และเป็นป่าสงวน สิ่งที่น่าสนใจที่สุดมีน้ำตก มีป่าทึบ มีบ้านพักบนภูเขาซึ่งเป็นของกรมป่าไม้ มีสวนดอกไม้ มีดอกกุหลาบ ดอกคาเนชั่น ดอกลิลลี่ ผมจำชื่อดอกไม้ได้ไม่หมด เท่าที่เคยเห็นแถวบ้านยังมีดอกไม้อื่นที่สวยงามมากมาย
ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากที่สุดก็คือ ดอกบัวตอง ช่วงฤดูดอกบัวตองจะบานสะพรั่งทั่วทุกอณูของภูเขา ดอกบัวตองจะงามอร่ามเหลืองไปทั้งภูเขาใหญ่และเล็ก ซึ่งดอกบัวตองแถวบ้านอยู่อันดับสองรองจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่แพ้แม่ฮ่องสอนเช่นกัน นอกเหนือจากนี้ยังมีให้เที่ยวตามป่าตามเขาต่างๆ ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ ต้นหญ้านานาชาติ ส่่วนใหญ่เป็นป่าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
อาชีพหลักหมู่บ้านม้งแปดหลังยังคงเป็นทำไร่ทำนา ปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด และเลี้ยงสัตว์ มีบางครอบครัวที่ปลูกกะหล่ำปลี ปลูกแครอท และทำสวนลิ้นจี่ ลำไย และปลูกมัน แต่ส่วนใหญ่ก็ยังทำอาชีพหลักเหมือนเดิม ซึ่งวันใดวันหนึ่งหมดพื้นที่สำหรับทำไรทำนาแล้ว ผมยังคิดอยู่เลยว่าจะทำอะไรกินกันดี จะต้องย้ายไปอยู่ส่วนใหนของประเทศไทย หากมีทางเลือกได้ขออยู่บนดอยบ้านเกิดของตนเองตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหามีไม่
ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นเรื่องที่ยังคงเห็นพบเห็นอยู่ในหมู่บ้านม้งแปดหลัง ยังคงเป็นเสน่ห์ของหมู่บ้านที่ยังคงคงความเป็นอัตลักษณ์ไว้อย่างแน่นเฟ้น แต่ไม่รู้ว่า สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะยังคงให้เห็นแบบนี้ไปยาวนานสักเท่าไร ไม่อยากให้วันนั้นมาถึงเลย
หนุ่มสาวอาข่าเอ่ย ยามใดเจ้าจะแต่งงาน
ต้องขอโทษท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยียนเว็บนี้ด้วย เพราะเท่าที่เห็นไม่มีบทความหลากหลายให้ท่านเลือกอ่านได้ และยังขาดประเด็นบทความที่น่าสนใจอีกเยอะ ผมและนักเขียนหลายท่านก็พยายามเร่งให้มีบทความอัพเดทใหม่อยู่ตลอดเวลา สำหรับปีนี้ผมก็ค่อนข้างยุ่งกับวิทยานิพนธ์ด้วย ซึ่งก็จำเป็นที่ต้องจัดการให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้ แต่ก็ไม่ถึงขนาดว่าไม่ต้องเขียนบทความกันเลย ยังสามารถเจียดเวลามาอัพเดทบทความต่างๆให้ท่านอ่านกันได้
อีกเหตุผลหหนึ่งคือ ผมเป็นคนมือใหม่สำหรับเรื่องการเขียนบทความและเรียบเรียงเรื่องราวอ่าข่าต่างๆได้ ซึ่งก็ไม่ใช่ง่ายเลยที่จะขีดเขียนเรื่องราวอ่าข่าต่างๆออกมาได้ แต่ก็ไม่ยากเกินสำหรับผมและทุกคน ถ้าหากฝึกฝน ฝึกปรือกันเป็นอย่างดี ทุกคนสามารถขีดเขียนลงบนแผ่นกระดาษได้แน่นอน เรื่องยุ่งๆๆของผมก็คิดว่าจะคลี่คลายได้ภายในสิ้นปีนี้ จากนั้นกลับเข้าสู่สภาวะปกติ (นอกจากผมจะกลายเป็นคนไม่ปกติเสียเอง)
หลังจากที่กล่าวเล่าขานตัวเองนานแล้ว เราก็มาเข้าสู่เรื่องที่จะพูดกันดีกว่า หลายคนอาจแปลกใจว่า ทำไมตั้งชื่อหัวข้อบทความว่า “หนุ่มสาวอ่าข่าเอ่ย ยามใดเจ้าจะแต่งงาน” ทั้งนี้เนื่องมาจากการพูดคุย สนทนากับพี่ๆน้องๆอ่าข่า ไม่ว่าจะเป็นทาง msn ก็ดี cell phone ก็ดี ผมมักจะโดนยิงคำถาม ถามว่า พี่อายุเท่าไร น้องอายุเท่าไร เขาถามมา ผมก็ตอบตามตรงความจริงทุกครั้งไป
พอพูดถึงอายุของตัวเองที่ค่อนข้างเยอะแล้ว (30 ใกล้จะ 31) ก็นึกถึงหนุ่มสาวอ่าข่าหลายๆคนที่ผมรู้จักมีอายุไล่เลี่ยงกันกับผม และมากกว่าที่ยังไม่ได้แต่งงาน ยังครอบครองชีวิตความเป็นโสดอยู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เปลี่ยนไปตามการพัฒนาการของมนุษย์ เมื่อเวลาล่วงเลยไปผู้คนก็พยายามปรับให้เข้ากับยุคสมัย และปรับให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน
พ่อเล่าให้ผมฟังว่า พ่อแต่งงานกับแม่ผมตอนอายุ 19 ปี ส่วนแม่ตอนนั้นก็อายุ 16 ปี ซึ่งถือว่า อายุน้อยมากที่แต่งงานกันถ้าเทียบกับปัจจุบัน แต่เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนสมัยนั้น คงเป็นเพราะว่าปัจจัยต่างๆในสมัยนั้นเ้อื้อมให้กันและกัน ปัจจัยขึ้นพื้นฐานของการดำรงชีวิตมีไม่มากนัก วิถีชีวิตก็อยู่ในสังคมค่อนข้างแคบ เป็นวิถีชีวิตที่ตื่นเช้ามาไปทำไร่ทำนาทำสวน ตกเย็นก็กลับมาบ้าน มีเทศกาลก็หยุดกันไป เป็นวิถีชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรัดหรือแข่งขันกับเวลามากมายนัก
ผมก็เกิดทันในสมัยที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีถนนเข้า ไม่มีทีวีดู ไม่ได้เีรียนหนังสือ ไม่ได้ไปเที่ยวทะเล ไม่ได้ไปผับไปบาร์ ก็คือเป็นวิถีชีวิตปกติ เป็นวิถีชัวิตดั้งเดิมของอ่าข่าจริงๆ ประเพณีวัฒนธรรมทุกอย่างของอ่าข่ายังคงเดิม ว่าได้ว่าเป็นวิถีวิตที่เรียบง่าย สบายๆ ผู้คนเือื้อมเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน รักกัน สามัคคีกัน มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฉะนั้นไม่แปลกเลยที่คนสมัยนั้นจะแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยๆ ส่วนใหญ่ก็แต่งงานก่อนอายุ 20 ปี ส่วนน้อยที่จะแต่งเกินอายุ 20 ปีขึ้นไป ผมว่า การแต่งงานของอ่าข่าในสมัยนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องเสียหาย ผิดกฏหมาย หรือพรากผู้เยาว์ไป แต่ตรงกันข้ามดีเสียอีก ที่จะช่วยกันทำมาหากิน สร้างฐานะครอบครัวด้วยกันตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะสมัยนั้น บ้านใหนอยู่กันหลายคน มีคนมาก ถือว่า มีอันจะกินจะใช้ มีเงินมีทองใช้กันเลยทีเดียว
ปัจจุบันด้วยหน้าที่ การงาน ความรับผิดชอบ บทบาททางสังคม และความใฝ่ฝันที่จะไขว่คว้าดวงดาวตามที่ตนปรารถนาไว้ เป็นยุคของหนุ่มสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังความฝัน และความหวัง หลายคนจึงเลือกที่จะเดินตามความใฝ่ฝันมากกว่า อย่างเช่นผม มีความใฝ่ฝันและตั้งใจเอาไว้ว่า ต้องคว้าใบปริญญาโทมาให้ได้ (อนาคตไม่แน่ว่า จะเอาใบปริญญาเอกอีกใบหนึ่งเปล่า) และฟันธงได้เลยว่า หนุ่มสาวอ่าข่าสมัยนี้มีความใฝ่ฝันที่จะให้เป้าหมายของตนเองนั้นบรรลุและสำเร็จให้ได้ก่อนเฉกเช่นผมอย่างแน่นอน
ผมมีโอกาสได้คุยกับน้องๆอ่าข่าหลายคน น้องบางคนพูดเสมอว่า พี่หนูจะตั้งใจเรียนหนังสือให้จบ หนูจะมุ่งแต่เรียนรักไม่ยุ่ง หนูเรียนจบแล้ว หนูจะทำงาน หนูจะทดแทนบุญคุณพ่อแม่ผู้มีอุปการะ หนูจะไม่แต่งงานถ้ายังทำสิ่งเหล่านี้ยังไม่สำเร็จ คำพูดเหล่านี้แหละคับที่ผมได้ยินบ่อยๆ ผมฟังแล้วชื่นอกชื่นใจแทนครอบครัวเหลือเกิน คำพูดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า หนุ่มสาวอ่าข่าส่วนใหญ่จะไม่แต่งงานก่อนอายุ 20 หรืออายุ 25 แน่นอน อาจจะแต่งใกล้ๆตอนอายุ 30 หรือเกิน 30 ขึ้นไป แต่ถ้าหากใครอยู่เกิน 30 ปี (คิดเอาเองแล้วกันว่าจะเป็นอย่างไง…..)
เพื่อนๆผมที่มีอายุไล่เลี่ยงกัน ยังไม่แต่งงงาน มีชีวิตเป็นโสดอยู่หลายคนด้วยกัน ส่วนใหญ่ก็จบระดับปริญญาโท และปริญญาตรีกันหมดแล้ว แต่ละคนก็มีงานมีการทำกันหมด บางคนก็ได้ดิบได้ดีไปนอกก็มี ส่วนผมล้าหลังสุด ปริญญาโทก็ยังไม่จบ เขียนบทความก็ไม่ถึงไหน ความใฝ่ฝันที่จะทำเพื่ออ่าข่าก็ยังไม่ได้ทำ เอาเป็นว่า ยังไม่บรรลุเป้าหมายสักอย่างเดียว
อย่างที่บอกข้างต้นว่า หนุ่มสาวอ่าข่าจะไม่แต่งงานก่อนอายุ 20 หรือ 25 แน่นอน เพราะแนวโน้มอนาคตข้างหน้าการแต่งงานตั้งแต่ยังอายุน้อยๆในสังคมอ่าข่าจะค่อยๆลดน้อยลงเืรื่อยๆ แม้อาจจะมีบางคนที่แ่ต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยบ้าง แต่เชื่อว่า สำหรับคนที่ยังรักการเล่าเรียนศึกษา ยังรักการแสวงหาโอกาสให้กับตนเอง และยังมีภาระหน้าที่ที่จะต้องจุนเจือช่วยเหลือครอบครัวของตนเอง การจะแต่งงานมีครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อยเกิดขึ้นได้น้อยมาก
