จากใจชนเผ่าอาข่าถึงสังคมภายนอก เรื่อง”ไฟปมมิดะ” ในงานมิตติ้งครั้งที่ 2
สังคมอาข่าจะเป็นอย่างไร ถ้าต่างคนต่างผลักภาระกัน ถ้าต่างคนต่างไม่อิงอาศัยซึ่งกันและกัน ถ้าต่างคนต่างทำงานเห็นแก่ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม และถ้าต่างคนต่างไม่ปรองดองซึ่งกันและกัน ความรักความสามัคคีต่อบรรพบุรุษ ต่อต้นตระกูลของตนเอง และต่อมวลประชาอาข่าทั้งหลาย สังคมอาข่าจะยังคงเป็นสังคมอาข่าอย่างที่พวกเราอยากให้เป็นตราบนานเท่านานได้อย่างไร หากแม้ว่า กาลสมัยจะหมุนเปลี่ยนไป สังคมอาข่า ชนเผ่าอาข่า จะยังคงเป็นดังเพชรที่มีคุณมากที่สุดจดจำไปตลอดชั่วลูกชั่วหลาน ถ้าหากในวันนี้ เราเริ่มต้นด้วยคำว่า " รักอาข่า" "เป็นอยู่อย่างอาข่า" และท้ายสุด "จากไปอย่างความเป็นอาข่า"

ชนเผ่าอาข่าจะนิยามประวัติศาสตร์ เรื่องราวอาข่าไปในทิศทางไหนดี มิดะ คะจีมิดะ คะจีราดะ ลานสาวกอด ลานวัฒนธรรม ( แดห่อง ) ในอดีตที่ผ่านมา พวกเราอาข่ามักจะถูกนิยามในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และถูกสร้างวาทะกรรมต่างๆจากสังคมภายนอกเสมอ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่สร้างความสับสน และบิดเบือนประวัติศาสตร์ให้กับสังคมอาข่าเองและสังคมภายนอกมาจนถึงทุก วันนี้ เพราะถ้าเป็นชนเผ่าอาข่าผู้มีสายเลือด รักษ์และให้เคารพในความเป็นอาข่าของตนเองแล้ว จะไม่มีคำว่า คะจีมิดะ คะจีราดะ ลานสาวกอด ดังปรากฏอยู่มาจนถึงทุกวันนี้
ต้องยอมรับประการหนึ่งว่าในอดีตที่ผ่านมา ชนเผ่าอาข่าเองขาดองค์ความรู้ในการให้ข้อมูล ในการอธิบายเรื่องราวอาข่าไปในทางที่ถูกต้องและชอบด้วยความเป็นจริง เฉกเช่นเดียวกันกับสื่อต่างๆที่เข้าไปเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์อาข่าในสมัยก่อน ยังขาดองค์ความรู้ทางคุณค่าต่อมรดกความเป็นชนชาติพันธุ์ของอาข่า อีกทั้งยังขาดการสื่อสารให้ออกมาและเผยแพร่ให้สังคมภายนอกได้รับข่าวสารในนัยที่ถูกต้อง วันนี้เราไม่สามารถโทษได้ว่า ใครผิดใครถูกได้อีก อดีตไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ แต่เราสามารถกำหนดทิศทางอนาคต และสร้างแบบแผนวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาได้ ถ้าหัวใจยังไม่ขาดคำว่า "รักษ์อาข่า"
คุณปนัดดา บุณยสาระนัย ได้กล่าวไว้ในหนังสือ "อัตลักษณ์ชาติพันธุ์และความเป็นชายขอบ" ดังนี้ว่า
“ชาวอาข่าในสังคมไทยยังได้รับการนิยามทางวัฒนธรรมที่ผลิตขึ้นในสังคมไทยแบ ใหม่ๆอีกด้วยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนซึ่งฉายภาพทางสังคมวัฒนธรรมของชาวอาข่าไว้ในความคิดคำนึงของสังคมไทยได้ถูกถ่ายทอดผ่านเนื้อหาของเพลงๆหนึ่งที่ มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากด้วยการเสนอรูปแบบของความเป็นพื้น บ้านล้านนาทั้งในเรื่องของจังหวะเพลงและเนื้อร้องหากแต่เนื้อหาของเพลงนี้ ได้ทำให้เกิดภาพลักษณ์ใหม่ในทางเสื่อมเสียโดยเฉพาะต่อผู้หญิงตลอดจนวัฒนธรรม ของชาวอาข่าโดยรวม”

“หากคิดย้อนกลับไปเมื่อครั้นที่คน สังคมนอกเข้ามาในสังคมอาข่าใหม่ๆ หากลองตั้งสมมติฐานดูอาจเป็นไปได้ไหมระหว่างคนที่เข้ามาหาข้อมูลกับคนอาข่า เราเกิดสื่อสารกันที่ผิดพลาดอาจเป็นไปได้ไหมที่คนอาข่า (บางคน) ที่ไม่เข้าใจจริงๆบอกข้อมูลที่ผิดอาจเป็นไปได้ไหมที่สังคมภายนอกจงใจทำเพื่อ การค้าอะไรบางอย่างหรืออาจเป็นไปได้ไหมที่เราเคยเป็นอย่างที่เขาว่าและอาจ เป็นไปได้ไหมที่ข้อมูลที่เราพูดถึงกันอยู่ เป็นแค่เรื่องที่ใครบางคนปลุกปั่นขึ้นมา…”
เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครทำถูกต้องทุกเรื่องเราไม่สามารถแก้ไขอดีตได้ ทว่าสามารถทำให้อนาคตดีขึ้นจากปัจจุบันที่เป็นอยู่ได้ ในกรณีมิดะนั้นเป็นไปได้ว่า ผู้ส่งสารขาดความสามารถผู้รับสารขาดความรู้ผู้สงสารมีข้อจำกัดด้านภาษาจึง อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการส่งสารผิดในขณะที่ผู้รับสารหรือนัก วิชาการในยุคแรกนั้นไม่มีความรู้แตกฉานเป็นอย่างดีพอที่จะเข้าใจคุณค่าและ ความหมายของวัฒนธรรมที่แท้จริง
ไม่ว่าความผิดพลาดนั้นจะเกิดขึ้นด้วยตัวแปรใดก็ตาม การ นำเสนอข้อมูล และการเผยสื่อข้อมูลที่ไม่สอดคล้องและไม่ได้สัดส่วนกับความเป็นจริง ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เป็นที่ยอมรับ และพร้อมต้องการของชาติพันธุ์ ที่เรียกตนเองว่า “ชนเผ่าพื้นเมืองอาข่า” สามารถสรุปได้ว่าส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางดังต่อไปนี้
สะท้อนให้เห็นคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ผิดเกี่ยวกับการะเพณีการเลือกคู่ครองคือมีทัศนะ ว่ามีความอิสระในเรื่องเพศสัมพันธ์ของหนุ่มโสดสาวโสดทำให้เข้าใจผิดๆว่าเป็น ประเพณีและเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าอาข่าตั้งแต่สมัยโบราณกาล ในหนังสือเรื่อง ชาวเขาหาคู่ได้บอกว่า “การ ที่หนุ่มสาวจะมีเซ็กส์กันก่อนแต่งงานนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดาอาจจะสนับสนุน และเห็นเป็นเรื่องที่ดีเสียด้วยที่หนุ่มสาวจะมีประสบการณ์เรื่องนี้ก่อนที่ จะแต่งงานกัน หนุ่มสาวที่เป็นโสดและยังสดอยู่นั้นบางทีจะถูกเพื่อนๆล้อเลียนต่างๆนานาถ้า เป็นหญิงก็อาจจะโดนอำว่าไม่มีเสน่ห์ไม่มีน้ำยาที่จะดึงดูดใจเพศตรงข้ามให้มา ร่วมหลับนอนด้วย กลายเป็นเรื่องเสียหน้า เกิดเป็นปัญหาไปเสียอีก”

ซึ่งในความเป็นจริงนั้นผู้หญิงอาข่าถูกปลูกฝันว่าต้องรู้จักรักนวลสงวนตัวรักษา พรหมจรรย์หญิงสาวที่ยังมิได้คู่ครองนั้นจะประพฤติตนให้อยู่ในกรอบประเพณีที่ ดีงามต้องสงวนตัวทั้งใจและกายดังสุภาษิตคำกลอนสอนหญิงของสุนทรภู่ว่า..เมื่อ สุกงอมหอมหวานจึงควรหล่อน…อยู่กับต้นอย่าให้พรากไปจากที่.. อย่าชิงสุกก่อนห่ามไม่งามดี ..เมื่อบุญมีคงจะมาอย่าปรารมภ์ … Read More »
พิธีกรรม คาถา ยาสมุนไพร กับหมอเทวดาอาข่า
หมอหรือแพทย์ชนเผ่าอาข่า แต่ครั้งกำเนิดชนเผ่าอาข่าขึ้นมาคอยทำหน้าที่ บำบัดเยียวยา รักษาผู้เจ็บไข้ได้่ป่วย รวมทั้งขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี ให้กับผู้คนในสังคมชนเผ่าอาข่าเรื่อยมา มาวันนี้การดำรงอยู่ของหมอเหล่านั้นกำลังเผชิญและต่อสู้กับเทคโนโลยีภายนอกที่เรียกว่า "การแพทย์ปัจจุบัน" ที่ทันสมัยมากขึ้น มีความน่าเชื่อถึอ และให้เห็นเป็นรูปธรรมมากว่าคำว่า "นามธรรม"
และที่ยิ่งกว่านั้นคือ การแพทย์ปัจจุบันมีงานวิจัยมารองรับ จุดนี้กลายมาเป็นปัญหาใหญ่สำรับหมออาข่าเลยทีเดียว การเผชิญกับวิฤตศรัทธาของรุ่นหลานอาข่าที่นับคนเจริญรอยตามเท้าน้อยลงทุกวัน นำมาสู่ปัญหาอันยิ่งใหญ่ในอนาคต คำว่า "หมออาข่า" แห่งภูมมิปัญญาท้องถิ่น ที่คอยเยียวยารักษา บำบัด และทำพิธีกรรมรักษาต่างๆ ที่สืบทอดต่อกันมา กว่าจะตกมาถึงชั่วลูกชั่วหลานอาข่า ต้องใช้เวลาสะสมกันมานับพันปี จนมาถึงนับ พ.ศ.นี้ ลูกหลานอาข่าอย่างพวกเรากำลังจะทอดทิ้ง และละทิ้งมรดกอันนับค่ามิได้นี้ไป
อีกด้านหนึ่งของความหวัง หมออ่าข่าหลายๆคนพยายามใช้วิชทางการแพทย์ภูมิปัญหาท้องถิ่นอาข่า ผสมผสานระหว่างแพทย์แผนไทย และแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อเรียกกลับศรัทธาความน่าเชื่อถือมากกขึ้นจากลูกหลานอาข่า อีกทั้งเพื่อการรักษา เยียวยา และบำบัดผู้เจ็บไข้ได้ป่วยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ อีกด้านหนึ่งก็คือ เพื่อปรับตัวสู่สังคมภายนอก และเพื่อประยุกต์องค์ความรู้แบบองค์รวมเข้าด้วยกัน วิธีนี้ก็นับว่าเป็นวิธีหนึ่งที่จะสามารถทำให้ลูกหลานชนเผ่าอาข่าให้หันกลับมาสนใจภูมิปัญญาท้องถิ่น และใส่ใจในอัตลักษณ์ตัวตนมากขึ้น
ทำไมผมตั้งชื่อหัวบทความว่า "หมอเทวดาอาข่า" ตามที่ผมได้เรียนรู้และได้เห็นสมัยเป็นเด็กในหมู่บ้านอาข่า "บ้านม้งแปดหลัง" ซึ่งในตอนนั้นยังคงเป็นหมู่บ้านอาข่าที่ความเจริญยังเข้าไม่ถึง ไม่มีไฟฟ้าใช้ (ใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าซ) ไม่มีถนนเข้า (ใช้ทางเดินด้วยเท้า) ไม่มีทีวีดู ฉะนั้น ผมก็ได้ได้มีโอกาสเห็นและสัมผัสกับหมออาข่าต่างๆในสมัยนั้นด้วยตนเอง ซึ่งแยกประเภทหมอเทวดา หรือหมอแพทย์ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นอาข่าได้ 5 ประเภท คือ
หมอพิธีกกรม เป็นผู้ทำหน้าที่รักษาเยียวยาผู้เจ็บไข้ได้ป่วยที่เกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติ ลี้ลับ เกิดจากอำนาจมนต์ของผู้อื่น เช่น อาการป่วยที่ได้รับจากการทำไสยาศาสตร์เข้า และสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น ถูกผีปีศาจร้ายกระทำเข้า การรักษาอาการเหล่านี้ต้องเป็นหมอที่มีความเชี่ยวชาญ และเก่งกล้าสามารถ ต้องรอบรู้ทั้ง บทสวดไล่ผีปีศาจร้าย คาถาอาคมในการปัดเป่า รวมทั้งการใช้ยาสมุไพร และการใช้เครื่องอุปกรณ์ในการทำพิธีกรรมต่างๆ
หมอยี่ผ่า "ยี่ผ่า-yirpaq" หรือ หมอทรงเจ้า ผมไม่รู้คำว่า "หมอทรงเจ้า" เหมาะสมกับฐานะตำแหน่งนี้หรือเปล่า เป็นหมอพิธีกรรมฝ่ายหญิง ซึ่งหมอยี่ผ่า จะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ตามหาและเรียกขวัญผู้ป่วยให้กลับมาจากอีกภพภูมิหนึ่ง ทั้งนี้เพราะหมอยี่ผ่าสามารถเิดินทางไปสู่โลกหลังคามตายได้ (ตามความชื่อชนเผ่าอาข่า) พูดง่ายๆก็คือ สามารถถอดจิตไปสู่อีกโลกหนึ่งเพื่อสื่อสารกับวิญญาณต่างๆได้ นอกจากนั้น หมอยี่ผ่า ยังเป็นผู้มีหูทิพย์ และตาทิพย์อีกด้วย สามารถรับรู้และมองเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้อีกด้วย
หมอครรภ์ หรือหมอผู้ทำคลอด ภาษาชาวบ้านเีรียกว่า "หมอตำแย" เป็นผู้มีหน้าที่ในการทำคลอด ซึ่งเป็นเชี่ยวชาญ ชำนาญและมีองค์ความรู้ในการทำคลอด ลองนึกภาพดูนะครับ หมอครรค์ ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องอุปกรณ์ต่างๆในการอำนวยความสะดวกเวลาทำคลอดลูก แต่หมอครรถ์อาข่าไม่เคยทำคลอดลูกเสียชีวิต รวมไปถึงผู้เป็นแม่ด้วย (ตามที่ผมได้เห็นและได้ยินมา) ซึ่งการันตีได้ว่า เป็นหมอเทวดาคนหนึ่งในการทำคลอดด้วยสองมือเปล่า ที่วิเศษไปกว่านั้น หมอครรภ์อาข่ายังเป็นผู้ที่รอบรู้ในการดูแลสุขภาพของผู้เป็นแม่และทารกที่คลอดใหม่ด้วย
หมอยาสมุนไพร ชนเผ่าอาข่าเป็นชาติพันธุ์หนึ่งที่มีความรอบรู้ในการใช้ยาสมุนไพรรักษาผู้คนไม่แพ้ชาติไหน ผู้เฒ่าผู้อาวุโสอาข่าทุกคนมักจะรู้เรื่องยาสมุนไพรในการใช้บำบัดรักษาและเยียวยาผู้ได้รับาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็น ขาหัก แขนหัก กระดูกข้อมือข้อเคลื่ออน จนไปถึงสิ่งเล็กๆ เช่น มีดบาด น้ำร้อนลวก แผลเกิดจากไฟไหม้ และที่เกิดจากการทำร้ายของสัตว์ชนิดต่างๆ แต่หมอยาสมุนไพรอาข่าส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย 90 % เป็นผู้หญิงบ้างแต่ส่วนน้อยมาก โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้หญิงอาข่าจะรู้จักใช้ยาสมุนไพรในการรักษาบาดแผลเล็กๆน้อยๆเท่านั้น แต่ก็มีบางคนที่รู้จักใช้ยาสมุนไพรเท่าผู้ชายอาข่า
หมอกายภาพบำบัด เป็นผู้เชี่ยวชาญและชำนาญในการรักษาโดยการ บีบ นวด และกดจุดตามเส้นเอ็นต่างๆตามร่างกาย เช่น เวลาเกิดอาการปวดท้องโดยไม่รู้สาเหตุ หมอภายภาพบำบัดจะไปจับจุดตรงหน้าท้อง ซึ่งทำให้อาการปวดท้องหาย หรือทุเลาลงได้ การรักษาอาการปวดศรีษะ จะทำการใช้สองนิ้ว นิ้วชี้กับนิ้วกลางดึงตรงกลางหน้าผากโดยให้เกิดรอยแดงๆออกมา หรือเิกิดอาการไม่สบายตัวร้อนขึ้นมา จะใช้สองนิ้วดึงหนังบนรอบคอ และดึงแผ่นหลัง ตอนเป็นเด็กผมก็ถูกรักษาด้วยวิธีหลายครั้ง ทุกครั้งที่ทำการรักษาเส็จทำให้ร่างกายสดชื่นมากขึ้น อาการไข้ก็จะลดลงทันที ( ผมพูดอย่างเดียวไม่เห็นภาพ..หลายๆคนไม่เชื่อแน่นอน อยากให้กลับไปถามพ่อแม่ที่บ้านดูนะครับ)
วิธีหนึ่งที่เราได้เห็นกันบ่อยๆในหมู่บ้านอาข่า คือ การเข้าเฝือกไม้ เป็นการเยียวยารักษาผู้คนที่ได้ัรับอุบัติเหตุทางกระดูก แช่น กระดูแข้ง กระดูกขาหักหรือแตก โดยวิธีการนั้นจะใช้ประกอบไปกับคาถา และยาสมุนไพรไปพร้อมๆกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินว่า ชนเผ่าอาข่าจะมีวิธีการรักษาแบบนี้ด้วย ในขั้นตอนการเยียวยากรักษาอาการต่างๆของชนเผ่าอาข่านั้นส่วนใหญ่แล้วจะประกอบด้วย พิธีกรรม คาถา ยาสมุนไพร และผู้ทำการรักษา เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้เลย และการเยียวยารักษาของอาข่านั้นมีเยอะมาก บุคคลคนเดียวไม่สามารถเรียนรู้ทั้งหมดได้ ผู้คนสมัยก่อนที่ไม่มีภาษาเขียน จะช่วกันจำและบันทึกไว้ในสมองกันมาเรื่อยๆจนมาถึงทุกปัจจุบัน
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ไม่ว่าจะเป็นด้วยระบบการศึกษา การมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ การหันไปสนใจวิชาแพทย์ทางตะวันตกมากขึ้น หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น ทำให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเข้ารับการรักษาแบบพิธีกรรม สิ่งที่จะพอเกี่ยวข้องกับศาสตร์การรักษาโรคของบรรพบุรุษชนเผ่าอาข่าอยู่บ้างก็แค่เรื่องของ ยาสมุนไพร แต่ด้านเรื่องความเชื่อทางจิตวิญญาณหายไป สุดท้ายแล้ว สิ่งเหล่านี้จะยังคงอยู่ และคู่กับชนเผ่าอาข่าตลอดไปได้หรือไม่
บทความข้างบนนี้เกิดจากการผสมผสานความรู้ระหว่างชนเผ่าอาข่ากับมุมมองทัศนะของผม ซึ่งไม่ได้เกิดจากการทำวิจัข และกลั่นกรองมาอย่างถี่ถ้วน ขอให้ทุกคนอ่านด้วยดุลพินิจพิจารณา หากจะนำไปใช้ประกอบบทเรียน หรืออ้างอิงใดๆ ขอให้ไปสอบถามจากผู้หลักผู้ใหญ่ของชนเผ่าอาข่าก่อน
ฉันและเธอภูมิใจที่เกิดมาเป็นอาข่า
ช่วงนี้ก็อยู่ว่างๆ เลยลองเข้าไปดูบล๊อคของน้องๆ หนุ่มๆ สาวๆอ่าข่าที่เว็บ www.khonakha.com แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า เดี่ยวนี้วัยรุ่นอ่าข่าหน้าตาดูดีมากๆ ต้องดูแล้วดูอีกหรือไม่ก็ต้องไปอ่านประวัติว่าเป็นใครมาก จากไหน…หน้าตาไปละม้ายคล้ายคลึงกับหนุ่มสาว ญี่ปุ่น เกาหลี หรือไม่ก็เหมือนวัยรุ่นหนุ่มสาวไทยๆ (พูดเหมือนตัวเองแก่แล้วยังงัยอย่างั้น) แบบแยกแยะไม่ค่อยออกเลย
คิดอยู่ว่าถ้ามีประกวดหนุ่มหล่อสาวงามอ่าข่าก็คงน่าจะดีไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่รู้ว่ามีหรือยัง…ก็ดีใจที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง แต่อีกใจหนึ่งก็อดห่วงไม่ได้เลย คือว่ากลัวน้องๆจะลืมความเป็นตัวตนอ่าข่าของเราไป เชื่อไหมว่าตอนนี้ถ้าเราลองมาจับกลุ่มคุยกันเป็นภาษาอ่าข่ารับรองว่าประมาณ 50 เปอร์เซ็น อาจจะพูดอ่าข่าไม่ค่อยคล่องแล้ว หรือไม่ก็พูดอ่าข่าปนไทยคำ ฝรั่งคำ…

ใครจะแป็นอะไรแบบไหน เราคงไม่มีสิทธิ์ว่า แต่เราผู้เป็นเจ้าตัวต้องรู้และเข้าใจในสิ่งที่ดีและไม่ดีด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่าเห็นเขาดีเลยอยากได้อยากเป็นอย่างเขา ถ้าเป็นเช่นนั้นเราก็เหมือนคางคกที่จะเล่าต่อไปนี้…..
ความคิดของคางคก…..
กาลครั้งหนึ่ง (ยังไม่นานเลยจำได้)…มีคางคกอยู่ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ใต้ถุนกุฏิพระ เห็นพระทุกวันๆ ก็คิดว่า การเป็นพระนี้ช่างสบายดีจัง เพราะไม่เห็นพระท่านทำอะไร เลยคิดอยากเป็นพระกับเขาบ้าง จนสายๆวันหนึ่ง มันเห็นพระเอาอาหารที่เหลือจากฉันมาให้เด็กวัด ก็ยังคิดอีกว่า เอ้….เป็นพระก็ยังไม่ดีๆ เพราะพระยังต้องตื่นเช้าเพื่อทำวัตรสวดมนต์ แล้วยังต้องนั่งสมาธิต่อ จากนั้งต้องออกไปบิณฑบาตแต่เช้า กลับมาฉันเสร็จต้องทำความสะอาดศาลาหอฉัน
พอเวลาบ่าย 3-4 โมงเย็นพระยังต้องออกมากวาดลานวัดและอื่นๆ จากนั้นเวลาพรบค่ำต้องทำวัตรสวดมนต์เย็น นั่งสมาธิอีก และยังมีข้อวัตรต่างๆอีกมากมายที่พระต้องศึกษา…ไม่เอาๆ เป็นเด็กวัดน่าจะดี สบายที่สุด…แต่ก็อีกละ เด็กวัดยังต้องรับใช้พระ ทำโน้นทำนี้ประจำ และยังเอาอาหารที่เหลือมาให้หมากินอีก…ถ้าเป็นไปได้ เป็นหมาจะเข้าท่าดี เพราะมันไม่เห็นทำอะไรเลย วันๆนอนเป็นหมาขี้เกียจอยู่
แต่…เอ้…คิดไปคิดมา มันก็ยังเห่าคนแปลกหน้า และไล่กัดคนไม่ดีอีก มันก็มีหน้าที่ของมันนี่หน่า แถมได้กินแต่ข้าวบูดๆของเด็กวัดอีก…จะว่าไปเป็นหมาดีไม่ดี เป็นตัวเราที่เป็นคางคกนี้แหละดี…เพราะตั้งแต่เช้ามานี้ เราไม่ได้ขยับไปไหนเลย นอนคิดอย่างสบายอารมณ์ และยังได้กินแมล็งวันที่มาตอมข้าวบูดๆนี้จนอิ่มทุกวันด้วย…เป็นอันว่าฉัน เป็นคางคกแบบเดิมนี้ดีที่สุด……..จบเฮ…….
แล้ว คุณละ เคยคิดอยากเป็นโน่นเป็นนี่กับเขาบ้างไหม๊?…เคยภูมิใจในสิ่งที่ตนเป็นบ้าง หรือเปล่า?
การที่เราอยากเป็นอะไรอ่ะไม่แปลก แต่อย่าลืมในความเป็นตัวของตนเอง อย่าละทิ้งในสิ่งที่ตนเป็น…อาชีพการงาน คืองานที่เราต้องทำมาหากิน เช่น เป็นดารา นักร้อง ทนายความ ตำรวจ พยาบาล ฯลฯ ที่เราชอบ แต่นั่นไม่ใช่ตัวเรา สิ่งที่เป็นตัวเราคือภูมิกำเนิดความเป็นเผ่าพันธุ์
แล้วคุณละ เคยภูมิใจในความเป็นอ่าข่าของตนเองบ้างไหม๊? อยากเป็นอย่างอื่นที่ชอบ จนลืมและละทิ้งความเป็นอ่าข่าหรือเปล่า? หรือเรายังเหมือนคางคกที่คิดแต่อยากจะเป็นอย่างเขา จนลืมสิ่งดีๆบางอย่างของตนเองไปใช่หรือไม่?………..ลองถามใจตนเองดูสิ





