ผมอาข่า..กับความทรงจำเมื่อครั้งเป็นเด็ก
สวัสดีพี่น้องอ่าข่าทั่วโลก หวังว่าทุกคนมีความสุขสบาย และมีสุขภาพแข็งแรงกันทุกคน ช่วงนี้ใกล้เข้าถึงฤดูฝนกันแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่า ที่ผมอยู่ (กรุงเทพ) ยังแยกไม่ออกเลยว่า ช่วงไหนเป็นฤดูอะไรกันแน่ จะรู้ว่า ช่วงไหนเป็นฤดูอะไร ต้องดูปฏิทินเอาครับ แต่เท่าที่สัมผัสมามีแต่ฤดูร้อนล้วนๆ อย่างไรก็ขอให้ดูแลรักษาสุขภาพกันทุกคนด้วยนะครับ
หลายๆครั้งผมได้มีโอกาสดูหนัง ภาพยนตร์ หรือละครต่างๆทางหน้าจอโทรทัศน์ มีหนังหลายๆเรื่องที่มักจะแสดงเกี่ยวกับเรื่องราวพื้นบ้าน โดยเฉพาะทางอีสาน บทละครทางอีสานมักจะมีตัวเ่ด่นของละคร นั่นก็คือ “ควาย” เป็นคำเรียกที่ไม่ค่อยเพราะเท่าไร ถ้าไม่มีตัวละครตัวนี้ หนังละครที่แสดงออกมาให้ชมมักจะชวนให้ไม่น่าติดตามบ่อยครั้ง
ผมเป็นเด็กอ่าข่าคนหนึ่งที่ตั้งแต่เล็ก เป็นเด็กเลี้ยงควายมาตลอด เป็นหน้าที่หลักที่พ่อมอบหมายให้ บางคนอาจไม่เชื่อว่า คนอย่างผมจะเป็นเด็กเลี้ยงควายมาก่อน แต่เป็นเรื่องจริงครับ ในสมัยก่อนนั้นครอบครัวผมมีสมาชิกด้วยกันหลายสิบคน คนอื่นๆก็ไปทำไรทำนาทำสวนตามวิถีชีวิตของคนอ่าข่า ส่วนผมก็พาควายไปเลี้ยงในป่า ตามทุ่งหญ้าทุ่งนาทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ แต่ตอนผมมีอายุได้ 13 ขวบกว่า ผมก็มาเรียนชั้นประถมในโรงเรียนที่ห่างไกลจากหมู่บ้านพอสมควร หลังจากนั้นไม่นานพ่อก็ขายควายให้คนอื่นไป เนื่องจากไม่ีมีใครเลี้ยงดู

สมัยก่อนในหมู่บ้านอ่าข่า ครอบครัวไหนมีสัตว์เลี้ยง วัว ควาย ถือว่า เป็นครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยในหมู่บ้าน และในจำนวนนั้นครอบครัวผมนับว่า มีฐานะพอมีกินมีใช้ ถ้าเีทียบกับครอบครัวอื่นๆในสมัยนั้น ซึ่งจะเป็นคนละอย่างกับสมัยปัจจุบัน แต่ยังมีหมู่บ้านอ่าข่าอื่นที่ยังมีวิถีชีวิตยังคงมีเลี้ยงควาย เลี้ยงวัวอยู่ แต่อาจไม่ใช่เลี้ยงไว้เื่พื่อช่่วยทำนา เลี้ยงไว้เพื่อการค้าขายมากกว่า เพราะควายที่เลี้ยงไว้ในสมัยก่อนเลี้ยงไว้เพื่อให้ช่วยทำนา ถ้าไม่มีควายค่อยช่วยทำให้ การทำนาถือว่าเป็นเรื่องยากมาก
ด้วยความที่ครอบครัวมีนาผืนใหญ่พอสมควร จึงต้องใช้ควายช่วยทำนา ในฤดูที่ไม่มีการทำนา (คนอ่าข่าทำนาปีละครั้ง) ผมก็เป็นเด็กทำหน้าที่เลี้ยงควาย ช่วงแรกๆมีควาย 3 ตัว ผมเลี้ยงมาได้จนมี 18 ตัว มีควายเพศผู้ 5-6 ตัว นอกนั้นเป็นเพศตัวเมีย ผมจำได้ว่า ทุกๆวันตื่นเช้ามาผมจะต้อนควายไปที่ๆมีหญ้าเพียงพอสำหรับควายหลายตัว บางครั้งอาจจะไปกับเพื่อนบ้านอื่นด้วย แต่ผมมักชอบไปคนเดียว มีบางครั้งพาไปเลี้ยงไกลๆหน่อย อย่างน้อยขาไป หรือขากลับมา ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เพราะใกล้หมู่บ้านไม่มีหญ้าพอให้กินสำหรับควายหลายๆตัว
ผมมีพรสวรรค์อย่างหนึ่งที่คนอื่นๆในหมู่บ้านไม่มีกัน นั่นก็คือ “สามารถเลียนแบบเสียงควายได้ทุำกตัว และจำเสียงของควายแต่ละตัวได้อย่างแม่นยำ” เช่น เวลาตัวลูกห่างจากตัวแม่ หรือ ไม่อยู่กับตัวแม่ ผมมักจะใช้เสียงตัวลูกเลี้ยงตัวแม่มา เมื่อเรียกปุ๊บควายตัวแม่ก็จะวิ่งมาอย่างรวดเร็ว เพราะคิดว่า เป็นเสียงของลูก เสียงของควายแต่ละตัวก็ต่างกันไป และควายแต่ละตัวจะมีชื่อเลี้ยงต่างๆกันไปตามลักษณะของตัวควาย ผมก็ตั้งชื่อให้ทุกตัว เวลาควายบางตัวหายไปจากที่สถานที่ที่เลี้ยงก็จะเรียกชื่อเอา ถ้าควายตัวที่เรียกได้ด้ยินชื่อ ก็จะกลับมาที่เดิมเสมอ นอกจากไม่ได้ิยินเีสียงที่เรียกขาน
และมีพรสวรรค์ข้อหนึ่ง “สามารถยืนขี่หลังควายได้ทั้งในขณะที่ลงดอย หรือ ขึ้นดอย ได้ทุกอิริยาบถ ยกเว้นในขณะวิ่ง” ถ้าใครเคยเลี้ยงควายมาก่อนจะรู้ว่า ควายนั้นเป็นสัตว์ที่น่ารัก เลี้ยงง่าย เชื่อฟังคนเลี้ยง ไม่ซุกซนเหมือนวัว ยิ่งถ้าฤดูร้อน ควายจะอยู่ในที่ราบในที่ชื้น ใกล้บึง ใกล้น้ำตลอดเวลา ออกไปหาิกินสักพักก็จะกลับมาที่เดิม ฤดูอื่นๆก็เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายเหมือนกัน
มีหลายครั้งที่ผมจำกับเหตุการณ์ต่างๆในช่วงเวลาที่เลี้ยงควายได้เป็นอย่างดี เช่น ครั้งหนึ่ง ผมได้ต้อนควายไปเลี้ยง ซึ่งเป็นสถานที่ที่เป็นภูเขา น้ำอาจจะอยู่ไกลไปสักนิด พอประมาณเที่ยงปรากฏว่า ควายหายไป ผมตามหาทั้งภูเขา ทั้งแม่น้ำลำธารที่อยู่ใกล้ แต่หาไม่เจอ ผมร้องให้กล้บมาหาพ่อที่บ้าน จากนั้นก็ไปตามหาที่ที่เลี้ยงกับพ่อ ตามหากันไปตามหากันมา ไปเจออยู่อีกฟากหนึ่งของภูเขา วันหนึ่งเป็นวันที่ผมจำได้แม่นยำ และเป็นวันที่ทรหดที่สุด และมีครั้งหนึ่ง ผมไปแหย่เล่นก้นลูกควายที่กำลังโต แหย่หลายๆครั้ง จนทำให้ควายโมโห ทันใดนั้น ผมโดนควายถีบครับ ในช่วงเวลานั้นจำอะไรไม่ได้ นอกจากช่วงแวบของการโดนถีบเข้าที่หน้าอกโดยขาหลัง ผมสลบไปเกือบหนึ่งเว็บเต็มๆ กว่าจะฟื้นตัวขึ้นมาอีกทีหนึ่งก็เย็นแล้ว พอดีว่า วันนั้นโชคดีมากเพราะไปเลี้ยงกับเพื่อนบ้าน หากไม่ไปกับเืพื่อนบ้าน วันนี้ผมไม่รู้ว่า จะยังมาอยู่จุดนี้ได้หรือเปล่า
ผมเป็นเด็กที่รักและห่วงควายของตนเองมาก ใครจะมาทำร้ายไม่ได้ ไม่ว่าเป็นคน หรือสัตว์อื่นๆ ผมมีอาวุธประจำกายที่ติดตัวตลอดเวลา นั่นก็คือ หนังกะติ๊ก เอาไว้ยิงสัตว์ป่า หรือสัตว์ที่เข้ามาทำร้ายควายของผมนั่นเอง มีหลายๆครั้งที่ควายเพื่อนบ้านมักจะมาไล่ขวิดควายที่เลี้ยงไว้ ผมก็ใช้หนังกะติ๊กนี่แหละคับแก้แค้น มีบางครั้งยิงเข้าที่เบ้าตา ตาบอดก็มี (ผมมานึกตอนนี้แล้ว…บอกกับตัวเองว่า ไม่น่าทำเลย) แต่ตอนนั้นผมยังเป็นเด็ก แล้วอย่างหนึ่งยังไม่รู้ถึงบาปบุญคุณโทษมากนัก จึงทำไปด้วยความไม่มีเจตนา หรือพลั้งเผลอสติไป
ปัจจุบันที่หมู่บ้านผมไม่มีควายเลี้ยงไว้ทำนากันแล้ว มีเครื่องจักรเข้ามาแทนที่ แต่ก็ยังมีหลายครอบครัวเลี้ยงวัวพันธุ์ เป็นสัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อการค้าขาย เก็งกำไร ถ้าอยากจะเห็นควายขึ้นมาก็ต้องไปฝั่งพม่า แถวๆเมืองเชียงตุงของพม่า
จนมาวันนี้ถึงแม้ว่า ผมไม่ได้เลี้ยงแล้ว หรือไม่ได้เห็นควายเหล่านั้นก็ตาม ผมยังจำได้ถึงรูปร่างหน้าตา รูปพรรณสัณฐานของควายทุกตัวได้เป็นอย่างดี เป็นความทรงจำที่ไม่มีวันเลือนหายไปจากชีวิต แม้จะสิ้นลมหายใจก็ตาม ผมว่า การมีความกรัก มีความผูกพันธุ์กับบางสิ่งบางอย่าง เป็นเวลานาน หรือแม้ช่วงสั้นๆ มักจะเป็นความทรงจำที่ติดตัวเราตลอดไป และจะไม่มีวันที่จะลบออกไปจากตัวเราได้
อาข่าจาก…….อดีต จน ……….ปัจจุบัน
ไม่รู้ว่าคนอ่าข่า(อีก้อในอดีต)เคยมีความรู้สึกกันบ้างไหมว่า คนอ่าข่าเรานี่ไม่ก็ธรรมดาเสียทีเดียวเลยนะ!!!!!!! เริ่มคิด??? จริงๆ ถ้าอยากรู้ว่าไม่ธรรมดายังไงก็ลองฝืน อดทนและสละเวลาอ่านตรงนี้หน่อยแล้วกัน อันที่จริงแล้วก็ไม่ได้มีสรรสาระสำคัญมากมายหรอก แต่บางทีบางครั้งเราลองย้อนกลับไปมองในสมัยก่อน(ก็เรายังไม่ทันเกิดเลย) บอกก่อนเลยว่าไม่ได้สนใจเรื่องราวความเป็นมาของคนอ่าข่าเลย และก็ไม่ได้อยากเขียนอะไรมากมายเท่าไหร่ เพราะคิดตลอดว่าภาษาเขียน (ภาษาไทย) ก็ไม่เอาไหน เรียนก็ไม่จบอะไรมากมายกับคนอื่นเค้าหรอก
แต่เหมือนยิ่งนานวันเข้า มันรู้สึกอัดแน่น จนบางทีก็อยากที่จะถามกับใครสักคนเหมือนกันว่า …………..เป็นแบบนี้บ้างหรือเปล่า?? ก็เคยถามนะ ไม่ใช่ไม่เคยคุย และไม่เคยถาม แต่ก็คนเรานะ จะไปคิดหรือมีความรู้สึกที่เหมือนกันหมดก็หาได้ไม่เลย ไม่รู้บางทีเราคิดๆมากไปเองหรือเปล่า แต่อย่างน้อยก็มีคนที่เคยคิดมากกว่าเราก็แล้วกัน (เริ่มสงสัยเป็นครั้งที่ 2 อีกแล้วซินะ) ก็บรรพบุรุษของคนอ่าข่าเราไง ………..ทีนี้ก็อุทานเป็นเสียง อ้ออออ เลยนะ (เป็นอันว่าเรารู้กัน)

อ่าข่าเราถ้าพูดถึงหลายๆเรื่อง ก็เห็นจะมีแต่เรื่องราวความน่าทึ่งงงงงงงงงงง (คิดเองอีกแล้วมั้ง) ก็เกือบทุกเรื่องแล้วกันหน่ะ แต่เรื่องความน่าทึ่งของคนอยากเขียนบทความนี้ขึ้นมาก็ขอหยิบยกเรื่องราวเกี่ยวกับ ความจำ ทีนี้ทุกคนเริ่มมองเห็นในสิ่งที่จะเขียนต่อไปแล้ว (อ่านให้จบจนบรรทัดสุดท้ายก่อนนะ) คิดว่าน่าจะมีคนที่เข้ามาอ่านตรงนี้ก็คงคิดเหมือนกัน ซึ่งถ้าต่างก็คงต่างกันไม่เยอะ แต่สิ่งหนึ่งที่เรามีความเป็นอยู่ของคนอ่าข่า หรือสังคมอ่าข่ามาจนทุกวันนี้ ก็น่าจะมาจากการจดจำในเรื่องราวต่างๆของสมัยบรรพบุรุษเราอย่างแน่นอน
ไม่มีใครจะมาปฎิเสธได้เลยว่าเรามาจากสิ่งที่บรรพบุรุษเราสร้างเรามา ถ้าเราไม่มีในวันนั้น วันนี้เราก็คงไม่มีเลย สิ่งไหนก็ตามที่เราเห็นอยู่ ณ วันนี้เป็นเพราะในอดีตวันนั้นที่มีความคิดที่กว้างไกล ไกลกว่าที่เราจะมานั่งคิด แต่เป็นเพราะบรรพบุรุษเราคิดมาก คิดเยอะ ว่ายังไงคนอ่าข่าจะต้องดำรงความเป็นอ่าข่าต่อๆไป จนเรามีวันนี้………… เหมือนกัน ….ที่ทำให้เราได้เขียนอะไรออกมาแบบนี้ (ไร้สาระทีเดียวเลย)
ถ้าพูดถึงเกี่ยวกับความจำ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ดีเสมอไปทีเดียว แต่เราควรมีวิธีการเลือกที่จะจำในบางเรื่องและบางเรื่องก็ไม่ควรจำ ถ้าสิ่งที่เราจำเป็นสิ่งที่ดีกับคนรอบข้างก็น่าจำเลยทีเดียว(สนับสนุนเลย จำจำจำจำ) แต่ความจำแบบนี้ก็ไม่เข้าใครออกใครนะ(เกี่ยวไรด้วยเนี่ย!!!!!!!!!!)
ความจำ!!!!!!!!!!!! แน่นอนทุกคนรู้ว่าความจำมันเกิดจากสมองน้อยๆ( ใครสมองใหญ่ก็ไม่ว่ากัน แต่อย่าเบาแล้วกันนะ) ซึ่งในสมองก็จะมีระบบในการทำหน้าที่จดจำสิ่งที่ต่างที่เราพบเห็นหรือได้สัมผัสมา แต่อย่าลืมว่าคนเราก็มีความสามารถในการจำจำเรื่องราวต่างๆไดไม่เท่ากัน บางคนก็อาจจะจำเรื่องราวได้ดีมาด บางคนจำเก่ง จำเร็ว จำแม่นและมีความจำที่ดีเป็นเลิศไปเลยทีเดียว
ทุกอย่างเหมือนถูกกำหนดไว้ด้วยห่วงลูกโซ่นะ เพราะเหมือนวงจรชีวิตของผีเสื้อหรือหนอนต่างๆก็ว่าไป สรุปแล้วเป็นลักษณะห่วงโซ่แล้วกัน .ในการจดจำเรื่องเราก็เหมือนกัน สิ่งแรกที่เราจะเกิดการจำก็ต้องมาจากการได้พบ ได้เห็น ได้สัมผัส แล้วเกิดการบันทึกสิ่งที่เราได้เจอมาหรือประสบการณ์ไว้ เพื่อเป็นแม่พิมพ์ให้เรา ถัดมาก็จะเป็นการคงความจำสิ่งที่เราเห็นไว้ แต่การคงรูปตรงนี้จะขาดการเรียกหรือเอาคืนจากสิ่งที่เราเคยเห็นไม่ได้ถ้าเราไม่นำมาลงมือปฏิบัติ
และสิ่งสุดท้ายคือการจดจำในสิ่งต่างๆที่เราเคยพบเห็นมา แล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาถ่ายทอด เหมือนกับบรรพบุรุษของอ่าข่า เพราะเราได้รับการถ่ายทอดในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องพิธีกรรม ความเชื่อ การดำรงคงอยู่ หรืออื่นๆอีกมากที่เราสามารถรับรู้ สัมผัสได้ เราสามารถสืบทอดมายังรุ่นต่อรุ่นได้โดยที่เราไม่มีภาษาอ่าข่าบันทึกไว้เลย และเป็นไปได้ว่าเสน่ห์ของความเป็นอ่าข่าของเราอยู่ตรงนี้ เพราะอย่าลืมว่าเราอ่าข่าเราไม่ใช่เพิ่งเกิดขั้นมา แต่ก็กี่พัน กี่ร้อยปีแล้ว แต่เราก็ยังอยู่โดยยึดถือสิ่งเรามาจนตราบวันนี้ได้
“ เพราะบรรพบุรุษเราในอดีตที่สร้างมา เราจึงมีวันนี้”
แต่มาวันนี้ อ่าข่าเราได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคมจนบางทีเผลอใจมีความรู้สึกที่ว่าอ่าข่าพรุ่งนี้หรือในอนาคตจะยังมีอยู่ไหม?????? น่าคิดมากนะคะ (มีความคิดเห็นยังไงบอกเล่าเก้าสิบกันได้นะ) เพราะตรงนี้เป็นพื้นที่สำหรับทุกคนในการแสดงความคิดเห็น และจากจุดนี้เราสามารถมองไปยังอนาคตของอ่าข่าได้ว่าจะเป็นอย่างไร!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
Gaq-e ghaq-anr
พูดจากใจจริงๆว่า “ผมเป็นอีกคนหนึ่งกับหลายๆคนที่ยังอ่านเขียนภาษาอ่าข่าของตนเองยังไม่ได้ อาจเป็นด้วยความที่ผมยังมีความพยายามได้ไม่เต็มที่ หรือ มีความมุ่งมั่น ขยันหมั่นเพียรไม่เพียงพอ จึงทำให้ยังไม่มีตัวอักษรภาษาอ่าข่าล่องรอยอยู่ในหัวสมองอันน้อยนิดของเผม แต่ทุกวันนี้ผมพยายามฟัง อ่าน เขียนภาษา่อ่าข่าวันละนิดทุกวัน
ผมมั่นใจว่า ถ้าผมยังเต็มที่กับชีวิตความเป็นอ่าข่า และยังเต็มที่กับการแสวงหาความเป็นอ่าข่าในมิติหลากหลายกับสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งในอนาคตผมจะเป็นบัณฑิตผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรศาสตร์ภาษาอ่าข่าได้เ่ช่นกัน
บทควาามที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ผมไม่ได้เขียนขึ้นมาเอง แต่นำมาจากเว็บไซต์หนึ่งที่ใช้ภาษาอ่าข่าทั้งเว็บ ผมเข้าใจว่า น่าจะเป็นเว็บของอ่าข่าในประเทศจีน ( ให้ผู้รู้มาตอบ ) เท่าที่ผมสแกนคร่าวๆแล้ว เป็นบทความที่มีความหมาย ลองอ่านดูสิครับ ขอฝากให้กับผู้ที่เป็น kuru ด้านภาษาอ่าข่าช่วยมาแปลเนื้อความ หรือสรุปหลักใจความสำคัญให้ท่านที่ยังอ่านภาษาอ่าข่าไม่ค่อยได้ และไม่ได้เลยด้วยนะครับ

Sanqbovq hetavq ya bovq dov-eq gar kawv-aq, helovq-aer noeq tmq-e lavq khoer yabovq dov-eq tiq jeiq pyevq ma.mir tsaq khoer tav daevq luvq-e tsawr haqdawq tawv luvq, tiq ghaq tir ghaq ghoer nya gaq nya law nmr-aq, ar nav ni haw meeq-e, Ar nav ni nee ma sar lar-e laer noeq mawr mir-a.
tiq pov-aq ngar ar jir banq lavq khoer anr-e, ar jir zaq tiq mawr-anr nyaevq ngae jawr, ar jir aq ma tiq mawr aq yawvq-e( zaq-anr ) gaq-e aq yawvq ya xir gar maq guv ni, dawq pae lar lar-aer cae lar-e mae.
Jeiq zaq pyevq-e ar jir khawvq, gaq-e jeiq siq nya nga lawr, tsawr haq zaq deq aq jeiq mir nae gaq-e jeiq-anr maq siq nya nga laer noeq lar mir-a. iq nan tsawr haq zaq deq, aq cawq-anr gaq-e taq aer dov siq, yawq ha-eq ghawr mawr-anr yawq ha gaq-e khawvq maq siq nya-e tsawr haq ghawq mya ni jawr luvq mae.
Haw xeir 2001 khovq, 9 siq ba la-anr, Aqmeiq liq kavq ( Ghawr teir saq daq ) nymr Ma-anr jaq laer dziq manq nae coeq anr ghae-awr,tsawq pav lar-e miq siq nae bi tsawq pav lar-awr khoer-eq lavq khoer jawr-e tsawr haq ar tanr ghaq jaeq ni ya xir jir-eq mae.
Aq cawq anr maq gaq-e uq tavq, yawq ha-eq ghawr mawr-anr khawvq maq gaq-e tsawr haq jawr nga lawr laer ya siq-eq ma. Nymr jir tiq pav na deq-anr haw ngae jawr, yawq ha nae baw-eq zaq-anr maq gaq-e aq ma aq da deq jawr mae.
Yawq ha-anr baw-awr tsu heeq naeq lavq-e Aqma Aqda-anr maq gaq-e zaq deq khawvq Jawr mae. gaq-e jeiq-anr maq siq nya-e mir nae, tsawr haq tiq deq na-aq, yawqhar yawqha lav Saevq-e tiq khaeq maq taq ni ya gaq-e mae. Read More »






