เพลงอาข่า

ประวัติศาสตร์ชนเผ่าฮานี-Origin of the Hani People ตอน 1


ประวัติศาสตร์ชนเผ่าฮานี-Origin of the Hani People ตอน 1

哈尼人从哪里来 “ฮานีเยินโชนน๋าหลี่ไล” เผ่าฮานีมาจากไหน? ค.ศ.1986 ได้มีการค้นพบ หน้ากากหัว ที่เห็นในในวิดีโอ ซึ่งสิ่งที่ค้นพบเหล่านี้มีอายุมากกว่า 30,00 ปี เช่น กระถางที่พบเห็นในแม่น้ำทาง เหินนาน ซึ่งไว้จุดทำพิธีต่างๆของคนจีน

青铜人头像 “ชิน โถน เยิน โถว ซ้าน” ชื่อเรียกหัวหน้ากากที่เห็นในวีดีโอนี้ ก็มีการแยกออกไปตามที่เห็น หน้ากาก อีกหัวหนึ่งเหมือนมีไม้แทงออกมาที่ตาทั้งสองข้าง แล้วใครเป็นผู้ทำไว้ นั้นก็ยังไม่มีหลักฐานที่จะสามารถฟันธงได้ ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีการค้นพบว่ามีความคล้ายคลึงกับตำนานการเล่าขานของชนเผ่าฮานี ซึ่งเกี่ยวกับความเชื่อที่สืบทอดกันมาที่สามารถอธิบาย หน้ากากเหล่านี้ และสอดคล้องกับคำบอกเล่าสืบๆกันมาของชาวเผ่าฮานีนั่นเอง

พี่ที่เป็นอาข่าฮานี ก็บอกว่า ใช้นิทานตำนานเล่าขานนี้ และภาษาคำพูด สามารถสื่อสารและอธิบายสัญลักษณ์ของรูปต่างเหล่านี้ได้ ว่าเป็นมาอย่างไร ทำให้รู้ว่า คนฮานีปัจจุบันเมื่อก่อนไม่ได้อยู่ที่ มลฑลยูนาน แต่ได้ลงมาจาก ทางเหนือของจีน และมาอยู่ที่ มลฑล “ซื่อ ชัว” 四川 เป็นชนเผ่าที่ชอบร้องเพลง ซึ่งถ้าคนฮานีถ้ามีความเกี่ยวข้องกับหน้ากากที่ว่านี้เเล้ว แสดงให้เห็นว่าเมื่อก่อนชนเผ่านี้ไม่ได้อยู่ที่ มลฑลยูนาน ก็มีการสันนิษฐานต่างๆ ว่ามาจากทางเหนือของประเทศจีนและก็ยังไม่สามารถพูดแน่ชัดเจนได้ แล้วคน ฮานีตกลงมาจากไหน?

พี่อาข่าคนนี้ก็บอกว่า ชาวฮานีส่วนใหญ่พูดกันว่า ตนเองมาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนน้อยที่จะบอกว่า ตนเองมาจากทางเหนือ จึงยืนยันได้ว่า ชาวฮานีมาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ หรือ ทางเหนือ แล้วย้ายลงมาอยู่ทางตอนใต้ของจีน ในมลฑลยูนาน ในปัจจุบัน

มีแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งมีตำนานที่ยาวนานมาก ในการก่อเกิดของผู้คน ตำนานต่างๆในแม่น้ำสายนี้ ซึ่งย้อนกลับไปก็สันนิษฐานได้ว่า ชนเผ่าฮานี ก็เป็นชนกลุ่มหนึ่งในจีน เคยเจริญรุ่งเรืองในสมัยก่อน แต่ไม่ได้ชื่อเผ่า ฮานี เหมือนปัจจุบัน อะไรเป็นเหตุที่บอกได้ว่าเผ่า ฮานี เป็นเผ่าหนึ่งในภาคเหนือของจีน ในทุกหมู่บ้านของเผ่า ชาวฮานี มีเนื้อหาเพลงมากมายที่เล่าเรื่องราว และสืบทอดประวัติศาสตร์ของตนเอง ภาษาอาข่า เรียกว่า “อา ชี้ กู๋” aq cir gur และการร้องเพลงต่างๆของชาวฮานีของเรานั่นเองที่เป็นการบอกเล่าถึงประวัติความเป็นมา และวิถีชีวิตต่างๆ

ชาวฮานี มีการเดินทางแยกออกกันไปใน 3 เส้นทางด้วยกัน เช่น จากแม่น้ำ “ควา เหิน” เมื่อมีการเเยกออกไป ทำให้ไม่มีการติดต่อกัน แต่สิ่งที่ชาวฮานี สามารถรู้ได้คือ มีการไล่ชื่อบรรพบุรุษกลับไปต้นตระกูลได้ สืบหาว่ามาจากไหน แยกกันที่ไหน ก็คือ ชื่อตัวสุดท้ายของพ่อจะตั้งชื่อให้กับลูกตัวเอง เป็นคำขึ้นต้น นี่เป็นเหตุที่สามารถไล่รายชื่อบรรพบุรุษได้ คนอาข่าเรียก “จึ” นั่นเอง

แปล และเรียบเรียง โดย น้อง juanhao สมาชิกเว็บคนอาข่า

ชนเผ่าอาข่าเอเชียร่วมกันบัญญัติวัฒนธรรมดั้งเดิม “อาข่าย้อง” ใหม่

อาข่าเอเชียทำข้อตกลงร่วมปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมดั้งเดิม “อาข่าย้อง” ให้สอดคล้องกับยุคสมัย
งานมหกรรมวัฒนธรรมและเวทีวิชาการอาข่า ครั้งที่ 2

akha people ชนเผ่าอาข่าเอเชียร่วมกันบัญญัติวัฒนธรรมดั้งเดิม “อาข่าย้อง” ใหม่ ชนเผ่าอาข่าประเทศไทย พม่า ลาว และจีน ตลอดจนผู้รู้ ผู้นำทางพิธีกรรมอาข่าได้ให้ความเห็นชอบการทำข้อตกลงร่วมกันในการปรับเปลี่ยนกฎข้อบังคับบางส่วนที่เคยยึดถือตามความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม หรือที่เรียกกันว่า อาข่าย้อง ( aqkaq zanr ) ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสังคมในยุคปัจจุบัน โดยแนวปฏิบัติบางส่วนที่ปรับแก้ ได้แสดงให้เห็นถึงการปกป้องสิทธิเด็กและสตรีตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล

การทำข้อตกลงร่วมกันในครั้งนี้ มาจากแนวคิดที่จะปกป้อง สืบสาน วัฒนธรรมอาข่า ตลอดจนเพื่อเป็นการลดภาระทางเศรษฐกิจในการประกอบพิธีกรรมตามวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยข้อตกลงมีเนื้อหาสำคัญที่ครอบคลุมถึงเรื่องแนวปฏิบัติ พิธีกรรม ความเชื่อ ข้อห้าม ต่างๆ ดังนี้

1. องค์ความรู้ และวัฒนธรรม เป็นเรื่องวิถีชีวิต การสืบทอดควรดำเนินการเต็มรูปแบบ แต่เนื่องจากในรอบปี การประกอบพิธีกรรมตามประเพณีอาจจะมีมาก ในบางสถานการณ์อาจมีอุปสรรคที่ไม่สามารถดำเนินการได้ในทุกเรื่อง ให้สามารถปรับลดลงให้เหลือเพียงการประกอบพิธีกรรมที่สำคัญที่สุดสามเรื่อง หรือถ้าจำเป็นอาจจะเหลือเพียงหนึ่งเรื่องก็ได้

2. หากมีการเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้าน อาทิ การทำถนน ซึ่งอาจมีผลทำให้ต้องย้ายสถานที่สำคัญๆ เช่น ประตูหมู่บ้าน ลานวัฒนธรรม  สุสาน และ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ให้ดำเนินการได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำทางพิธีการ (หรือที่เรียกว่า เจ่วมา joeq ma) เดิมการเปลี่ยนแปลงสถานที่เหล่านี้ จะกระทำไม่ได้ หากยังไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้นำพิธีการคนใหม่

3. การตักน้ำเพื่อนำไปประกอบพิธีกรรม อาจไม่จำเป็นต้องนำมาจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านเพียงแห่งเดียว ในกรณีที่บ่อน้ำนี้แห้ง สามารถนำน้ำมาจากลำธารอื่น หรือ ต่อน้ำจากที่อื่นเข้ามายังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ได้

4. การทำพิธีศพสำหรับผู้ที่เสียชีวิตแบบผิดปกติ เช่น จากไฟไหม้ หรือถูกยิงโดยอาวุธปืนหรือหน้าไม้ ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับผู้ที่เสียชีวิตในกรณีทั่วไป

5. การทำพิธีศพซึ่งมีหลายระดับ ให้สามารถดำเนินการแบบง่ายๆ ได้ เช่น ไม่จำเป็นต้องฆ่าสัตว์ในการประกอบพิธีจำนวนมาก แต่อาจจะใช้แค่หมู 1-2 ตัว (เป็นแนวทางที่ประยุกต์มาจากอาข่าพม่า)

6. ข้อตกลงนี้ถือว่าการสังหารชีวิตทารกฝาแฝดเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาด

7. ให้เลี้ยงดูสัตว์ที่ไปเกิดลูกในป่า โดยไม่จำเป็นต้องกำจัด เหมือนที่ผ่านมา

8. ในครอบครัวที่ไม่มีลูกชาย ให้ผู้หญิงสามารถประกอบพิธีกรรมได้

9. ให้ผู้หญิงที่หย่าร้างกับสามี สามารถกลับมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดิมของตนได้ ไม่ว่าชั่วคราว หรือตลอดไป

10. กรณีผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ก่อนแต่งงานเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ และไม่จำเป็นต้องประกอบพิธีกรรมใดๆ เพื่อแก้ไข

akha aqkaq ชนเผ่าอาข่าเอเชียร่วมกันบัญญัติวัฒนธรรมดั้งเดิม “อาข่าย้อง” ใหม่

….ทั้งนี้…เพื่อให้การปรับเปลี่ยนมีผลบังคับในการนำไปใช้อย่างจริงจัง จะมีการตั้งคณะทำงานด้านวัฒนธรรมขึ้นมา ประกอบด้วยตัวแทนจากทั้งไทย พม่า ลาว และจีน เพื่อทำงานทั้งทางวิชาการและการรณรงค์เผยแพร่ต่อไป

สัมผัสชีวิตบนดอยชาวอาข่า เรียนรู้ “มิดะ” ไม่มีจริง

MG 2358 สัมผัสชีวิตบนดอยชาวอาข่า เรียนรู้ มิดะ ไม่มีจริง

ตอนนี้เรายืนอยู่ ณ ใจกลางลานวัฒนธรรมของบ้านแสนเจริญ ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนเผ่าอาข่าขนาดใหญ่ที่สืบทอดวัฒนธรรมพื้นเมืองมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ นี่คือดินแดนของอาข่า และชาวอาข่าบ้านแสนเจริญรวมตัวกันต่อสู้เรียกร้องเปลี่ยนมุมมองไม่ถูกต้องของสังคมไทย เกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวอาข่า ไม่ว่าจะเป็นมิดะ หญิงสาวผู้เป็นครูสอนเพศศึกษาให้หนุ่มอาข่าที่กำลังเข้าสู่วัยออกเรือน หรือลานสาวกอด สถานที่พลอดรักสามารถกอดสาวได้ตามใจชอบ

อาข่ามีที่ตั้งถิ่นฐานเดิมอยู่บนภูเขาสูงทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ปัจจุบันประชากรอาข่าหนาแน่นแถบมณฑลยูนนานของจีน โดยเฉพาะแคว้นสิบสองปันนา และยังมีชนเผ่าอาข่ากระจายอยู่ในประเทศต่างๆ บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งลาว พม่า เวียดนาม ซึ่งรวมถึงตอนเหนือของไทย และอยู่เป็นชุมชนกระทั่งทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม เรื่องมิดะหรือลานสาวกอดที่สร้างโดยคนนอกยังเป็นสิ่งที่ชาวอาข่าทั่วไปไม่ยอมรับ

ตลอดหกทศวรรษที่คำว่า “มิดะ” ปรากฏขึ้นในหนังสือ “30 ชาติในเชียงราย” ประพันธ์โดยบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ และหลังจากนั้นถูกถ่ายทอดผ่านหนังสืออีกเล่มชื่อ “ชาวเขาในประเทศไทย”      รวมไปถึง “เรื่องลับน่ารู้ของอีก้อ” ที่เขียนโดยปิยพงศ์ ศิริทัพ บนความเข้าใจที่ว่า บนดอยมี “มิดะ” แม่ครูผู้ชำนาญโลกีย์สอนลีลารักให้แก่ชายหนุ่ม และมีลานสาวกอดไว้กอดสาว ถึงขนาดที่ว่าใช้ลานดินนี้เป็นสถานที่กอดจูบสัมผัสเสน่หากันในเวลากลางคืน
MG 2365 สัมผัสชีวิตบนดอยชาวอาข่า เรียนรู้ มิดะ ไม่มีจริง

แม้แต่บทเพลง “มิดะ” ที่จรัล มโนเพ็ชร นำมาขับร้องจนคนทั่วไปรู้จัก ฟังจบแล้วก็พากันเข้าใจว่าชาวอาข่ามีพฤติกรรมอย่างในเพลง ทุกวันนี้เพลงเปิดซ้ำไปซ้ำมาตามสื่อต่างๆ งานเขียนยังถูกผลิตซ้ำ แล้วยังมีละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่งที่ผู้สร้างเสนอภาพลักษณ์อาข่าช่างล้าหลังและสกปรก

และนั่นคือจุดที่ชาวอาข่าลุกขึ้นมาต่อสู้วัฒนธรรมที่ผิดเพี้ยนไปตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เพราะถูกใส่ร้าย สร้างความคับข้องใจ ทำให้คนอาข่าเป็นที่กล่าวถึงอย่างเสียหาย มีการออกแถลงการณ์ การนัดระดมพล เคลื่อนไหวผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งเวทีสานเสวนา “คลายปมมิดะและลานสาวกอด : มายาคติอาข่าในสังคมไทย” ที่เชิญผู้นำชาวอาข่า ชาวอาข่าบ้านแสนเจริญ รวมไปถึงนักมานุษยวิทยามาร่วมพูดคุยที่ลานวัฒนธรรมบ้านแสนเจริญ ทำให้ค้นพบข้อเท็จจริงของคำว่า มิดะ และลานสาวกอด เวทีนี้เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของสำนักวิจัยและพัฒนา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ที่เห็นถึงความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น

ดูจะเป็นที่แน่ชัดว่า มิดะไม่ได้เป็นครูสอนเพศศึกษา หรือหญิงสาวจัดเจนโลกีย์ ลานสาวกอดหรือกะลาล่าเซอ ไม่ใช่สถานที่รวมตัวกันของหนุ่มสาวเพื่อเกี้ยวพาราสี เพราะ อาจู จูเปาะ ประธานชมรมอาข่าในประเทศไทยชี้ชัดว่า คำว่า “มิดะ” ไม่มี มีแต่ “หมี่ดะ” เป็นคำเรียกหญิงสาวธรรมดาของอาข่าที่ยังไม่ได้แต่งงาน “กะลาล่าเซอ” นั้นมีอยู่จริง แต่ไม่ใช่ลานสาวกอด เพี้ยนมาจากคำว่า ”ก่าหล่า หละ เฉ่อ” แปลว่า ชิงช้าฝรั่ง ปกติจะสร้างก่าหล่า หละ เฉ่อ เล่นสนุกสนานในเทศกาลแย้ ขู่ จาเอ่อ อะแผ่ว

ถ้ามาชุมชนที่นี่อาจูบอกว่าเราจะพบ “แดข่อง” เป็นลานวัฒนธรรม สร้างเป็นลานโล่งๆ โดยรอบมีขอนไม้วางเอาไว้ ตกเย็นหนุ่มสาว เด็กเล็ก พ่อบ้าน แม่บ้าน จะขึ้นมาที่ลานวัฒนธรรม เพื่อร้องรำถ่ายทอดบทเพลงจากรุ่นสู่รุ่น เป่าแคน ขลุ่ย ดีดซึง กระทุ้งกระบอกไม้ไผ่ ไปจนถึงใช้เป็นศูนย์กลางประกอบพิธีกรรม
iamkha สัมผัสชีวิตบนดอยชาวอาข่า เรียนรู้ มิดะ ไม่มีจริง
เพื่อให้เห็นภาพผลกระทบชัดเจนขึ้น พรเพ็ญ แซ่ดู่ หญิงสาวอาข่า บอกว่า ในโลกออนไลน์มีคำว่า “มิดะ” อยู่มากมาย จากการสำรวจพบว่า คนเชื่อมั่นว่ามิดะและลานสาวกอดมีจริง ไม่เพียงเท่านั้นยังแสดงความคิดเห็นไปต่างๆ นานา เป็นวัฒนธรรมแปลกแหวกแนวบ้าง ป่าเถื่อนบ้าง หรือหญิงอาข่าการศึกษาน้อยยึดอาชีพโสเภณี ทั้งๆ ที่ความจริงมันไม่มี Read More »


 

Enter your email address:

ท่านใดสมัครแล้ว กรุณาเช็คเมล์เพื่อคลิกลิ้งค์ยืนยันด้วยนะครับ


www.okmaxsite.com www.hmongok.com
www.9dern.com www.9dern.com
www.tlcthai.com ไฮ-ลาหู่หญ่า
Page 7 of 48« First...56789...152025303540...Last »