เพลงอาข่า
เพลงอาข่า

ดอกหญ้าในป่าปูน…

หลายๆคนอาจจะนึกสงสัยว่า เพื่อนสามารถก่อเกิดได้ในโลกไซเบอร์(cyber)นี้ได้จริงหรึอ??? แล้วเพื่อนที่สามารถรับฟ้งเรื่องราวหรือความในใจของเราได้นั้นมีจริงหรึอ??? ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงมีความคิดแบบนี้  และอีกหลายๆคนก็อาจจะมั่นใจว่า มิตรแท้ หรือมิตรภาพก่อเกิดได้ทุกสภาวะการณ์ 

ส่วนตัวผมเองก็เชื่อว่า มิตรแท้ก่อเกิดได้ ขอเีพียงมีมุมน้อยๆในใจเราที่แบ่งปันให้มันบ้าง  คือ เราต้องเปิดใจให้คนอื่นเข้ามาบ้าง พอพูดถึงคำนี้ ทำให้ผมนึกถึงเพลงของนักร้องสาวลูกทุ่งคนหนึ่ง  ซึ่งโด่งดังมาได้เพราะอัลบั้มนี้เลยก็ว่าได้ นั่นคือ “ดอกหญ้าในป่าปูน”  หลายๆคนที่เป็นคอลูกทุ่งน่าจะ  ออ แล้วหล่ะ แต่บางคนอาจจะไม่รู้จัก  นักร้องสาวผู้นี้คือ “ต่าย อรทัย” นักร้องสาว สู้ชีวิตจากเมืองนักปราชญ์ (อุบลฯ) ซึ่งแต่งโดย ครูสลา คุณวุฒิ

ดอกหญ้าในป่าปูน  ชื่อนี้มีความหมาย เป็นปรัชญาสอนชีวิตที่ดีมากเลยหล่ะ  ในเมืองใหญ่ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นผืนป่าปูน แทบจะไม่พื้นที่ให้ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นได้เลย แต่ในรอยแยกของปูนกับมีดอกหญ้าขึ้ินมาได้ พร้อมกับชูช่ออย่างสวยงาม  เช่นเดียวกัน ในโลกที่ไร้พรมแดนกั้นอย่างโลกไซเบอร์

ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นโลกมายา (มายา คือ เงาที่เกิดจากร่างจริง ไม่มีัตัวตนเป็นของตนเอง) เป็นโลกที่เต็มไปด้วยการหลอกลวง แต่ว่าดอกไม้ในใจหลายๆคนบานได้เช่นกัน  เมื่อเรายอมรับว่ามันบานได้  ก็ต้องยอมรับว่ามีเหี่ยวเฉาได้ด้วย  จริงๆแล้วมิติของสิ่งต่างๆหรือเรื่องราวต่างๆนั้นมีมากมาย แต่ที่เห็นอย่างชัดเจนก็มีเพียงสองคือ บวก กับ ลบ

บางครั้งชีวิตคนเราส่วนใหญ่มักจะยึดติดกับด้านบวกมากจนเกินไป เช่นต้องการความสมหวังในรัก ต้องการรวย อยากได้แฟนที่ดี อยากหน้าตาดี อยากคงความหนุ่มสาวไว้  สัพเพเหระ มากมาย  จนมองข้ามสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งเหล่านี้ 

การมองข้ามสิ่งเหล่านี้ก็เท่ากับว่า เราเป็นคนประมาท ไม่เตรียมใจไว้เพื่อเผชิญกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น  ฉะนั้นเวลาผิดหวังจากสิ่งที่ตนเองคิดเอาไว้ ก็มักจะคอตก เศร้าโศกเสียใจ โทษนั่นโทษนี่ ไปเรื่อยเปื่อย  แท้จริงแล้ว  ควรทำความเข้าใจทั้งสองด้านให้ดีึถึงจะถูก

ดั่งคำที่ว่า “รู้เ้ค้ารู้เรา รบร้อยชนะร้อย” คำพูดนี้เป็นคำพูดในตำราพิชัยสงคราม  แต่ก็สามารถใช้ได้ในกรณีนี้เหมือนกัน เพราะว่าสงครามสงครามภายนอก อาจจะจบสิ้นไปแล้วหลายปี แต่ว่าสงครามในใจเรา  ไม่เคยหยุด และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงด้วยซ้ำไป ตราบเท่าที่กระแสแห่งความต้องการยังไหลและเชี่ยวกราดอยู่ภายในใจนี้

เรื่องเล่า….นักเรียนอาข่า ตอน เพื่อนแกล้ง

ก่อนอื่นก็ขอบอกว่า ชื่อที่เขียนเป็นชื่อฉันเอง  จริงๆก็อยากใช้นามสมมติเหมือนกัน  แต่คิดว่าถ้าใช้แล้วอาจไม่ได้อารมณ์ในแบบที่ฉันอยากสื่อ  เพราะเรื่องที่จะเล่ามันเกี่ยวกับตัวฉัน ชื่อฉันและมีชื่อสกุลของเพื่อนมาเกี่ยวข้องด้วยนิดหนึ่ง  ไม่รู้ว่าจะน่าเกลียดเกินไปมั้ยที่จะใช้  แต่ฉันก็เลือกที่จะใช้และขออนุญาตใช้ชื่อเพื่อนที่เกี่ยวข้องด้วยละกันค่ะ…..ทีนี้ก็มาเข้าเรื่องที่จะเล่าให้ฟังกันเลยดีกว่า…………….

ก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่า  ชื่ออาข่าของเรามันฟังดูแปลกและตลกสำหรับคนพื้นราบที่ไม่เคยได้ยิน  ฉันมาเรียนต่อในเมืองโดยที่ไม่ได้เปลี่ยนชื่อนามสกุลเช่นหลายๆคน (พอใจชื่ออาข่าค่ะ อิอิ)  แล้วเป็นยังไงต่อก็เป็นที่ตลกของเพื่อนๆในห้องซิ ฉันไม่ได้ซีเรียตกับชื่อเหมือนตอนอื่นๆหรอกนะ  คือแบบว่าก็โอเคอ่ะ  ยอมรับว่าเพื่อนๆเขาไม่เคยได้ยินก็เลยแปลกและตลก 

ในห้องฉันมีเพื่อนคนหนึ่งเขาชอบแกล้งฉันมากๆเลยมากที่สุดของชั้นปีเลยแหละ  ไม่รู้จะติดอกติดใจอะไรกับฉันนัก  เขาชื่อ ‘เร’ เป็นคนกรุงเทพ แต่เขาไม่เหมือนคนไทยเลยนะ เหมือนคนอเมริกาใต้อ่ะ ถ้าไม่พูดภาษาไทยละก็จะไม่รู้เลยว่าเป็นคนไทย เพราะเหมือนจริงๆเหมือนทุกส่วนเลย ยังถามหลายครั้งอยู่เลยว่าเป็นลูกครึ่งรึเปล่า  แต่เขาก็ไม่เคยบอกเป็นจริงเป็นจังอ่ะเลยไม่แน่ใจ
บล๊อกเพื่ออ่าข่า
‘เร’ เป็นคนสนุกสนาน หัวเราะเปิดเผย ร่าเริง ขี้เล่นและเสียงดังที่สุด  เขาชอบหัวเราะใส่ฉันเวลาเรียกชื่อฉันเสร็จ  เขาชอบถามว่า คิดยังไงถึงใช้ชื่อ ‘บูพอ’ อ่ะ ไม่มีชื่ออื่นที่ดีกว่านี้ให้ใช้แล้วหรือถึงอับจนมาใช้ชื่อนี้  แล้วก็หัวเราะดังๆอย่างงี้อีก (ห้าๆๆๆๆ) ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ซีรี่ส์เกาหลีเรื่อง  ‘ซอดองโย สองแผ่นดิน’ กำลังเข้มข้น  มีคนติดตามมามาย  ‘เร’ ก็เลยถือวิสาสะตั้งชื่อใหม่ให้ฉันว่า ‘บูยอซุล’ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ‘เร’ ก็จะตะโกนเรียกชื่อฉันดังๆว่า ‘บูยอซุล’  ให้คนอื่นๆได้ยินหมดเลยแหละพอสักพักเพื่อนๆก็เลยเรียกตาม 

วันหนึ่ง อยู่ดีๆ ‘เร’ ก็มาถามว่า “เคยดูการ์ตูนดราก้อนบอลมั้ย” ฉันก็ตอบว่า “เคยดู ทำไมเหรอ” ‘เร’ ก็หัวเราะอย่างร่าเริงแล้วพูดว่า “ฉันคิดชื่อใหม่ให้เธอได้แล้วละ ก็คือ  จอมมารบู ไง ” แล้วก็หัวเราะตบท้ายอย่างภาคภูมิใจอีกครั้ง (ห้าๆๆๆๆๆ)  แปลกนะที่ฉันไม่เคยโกรธหรือเคืองที่มาเรียกฉันอย่างโน้นอย่างนี้เลย  แต่ฉันกลับรู้สึกลึกๆว่า ดีเสียอีกที่เห็นเขามีความสุขและหัวเราะได้ทุกครั้งที่มานั่งคุยและมาแกล้งฉัน 

บางครั้งเขาก็เรียกฉันว่า ‘บูโดกัน’ ซึ่งเป็นชื่อของวงดนตรีวงหนึ่ง และบางครั้งเขาก็จะเรียกฉันว่า ‘บูพอ พอเพียง’ ชื่อนี้เป็นชื่อที่เพื่อนๆในกลุ่มชาวชนเผ่าก็เรียกเล่นๆในบางครั้งเหมือนกัน  และที่สุดก็กลายเป็นชื่อฉายาของฉัน  นอกจากจะแกล้งชื่อฉันแล้ว ‘เร’ ยังชอบแกล้งเล็กๆน้อยๆอีก แบบว่า มาแกล้งให้ฉันสะดุดบ้าง ล้มบ้าง มาแกล้งชนโดยไม่ได้ตั้งใจบ้างและก็ไปแกล้งเพื่อนคนอื่นแล้วมาป้ายว่าฉันเป็นคนแกล้งบ้างทำนองนี้ (ฮา ฮา)

พอเวลาเดือดร้อนนิดๆหน่อยๆ ‘เร’ ก็จะมาขอให้ฉันช่วยเหลือเสมอ เวลาไม่มีตังค์จ่ายค่ากิจกรรมเล็กๆน้อยๆก็จะมาขอที่ฉัน เพราะ ‘เร’ รู้ว่าฉันไม่ปฏิเสธแน่นอน (ไม่ใช่มาขู่รีดไถนะ ) และอีกอย่างไม่เคยเตรียมพร้อมสำหรับการเรียนเลย แล้วก็ชอบมายืม ชอบมาขอเป็นประจำ  และไม่เคยหวังจะได้อะไรคืนเลยแล้วก็เป็นจริงด้วย  เพื่อนๆในกลุ่มชนเผ่าถามฉันว่า “ทำไมถึงยอมเขาอยู่เรื่อยนะ ไม่โกรธบ้างรึไงที่เขาชอบแกล้ง ทำไมไม่บอกให้รู้ๆไปเลยว่า ไม่ต้องมายุ่งและไม่ต้องมาแกล้ง” เพื่อนๆบอกว่าสงสารและเห็นใจฉันมากที่โดน ‘เร’ แกล้งอยู่เรื่อย 

แต่ฉันตอบเพื่อนว่า “ไม่หรอก ‘เร’ ไม่ได้แกล้งอะไรร้ายแรง  เขาแกล้งแค่พอสนุกๆ เขาไม่มีใครให้แกล้งนอกจากฉัน  และถ้าไม่มีฉัน ไม่ได้แกล้งฉัน ชีวิตประจำวันของเขาคงไม่มีสับปะรดมั้ง” (อิอิอิ)  จริงๆนะ วันไหนที่ไม่มาคุยกับฉันหรือไม่มาแกล้ง  เป็นว่าวันนั้น ‘เร’ ผิดปกติ คือมีเรื่องไม่สบายใจสักอย่างแน่นอน  ฉันไม่เคยถือสาอะไร ‘เร’ หรอก ไม่ได้รู้สึกว่าไม่พอใจอะไร เลยไม่รู้จะว่าอะไรดี  แต่บางครั้งก็อดไม่ได้ที่คิดโมโหในใจเพราะแกล้งไม่เลือกเวลา ไม่สำรวมและไม่เกรงใจอาจารย์ที่กำลังสอนอยู่ 

ฉันมองอีกมุมหนึ่งว่า  นั่นเป็นวิธีเข้าหาเพื่อนของ ‘เร’  กับใครก็ตาม ‘เร’ ก็ไม่เคยเลยที่จะไม่โวยวายหรือแกล้งเล็กๆน้อยๆ แต่กับฉันแค่บ่อยไปหน่อย  และก็จริงๆ ‘เร’ ชอบมาคุยกับฉันมากขึ้น  เวลาไม่สบายใจก็มานั่งปรับทุกข์มาระบายให้ฟัง และยังไงไม่รู้ซิ  ฉันก็เห็นใจและเป็นห่วงความรู้สึกเขาตลอด  พอเขาไม่มาแกล้งฉันก็รู้สึกว่าเหงาๆอยู่เหมือนกัน  ฉันยอมรับว่า  บ่อยครั้งที่ฉันเองก็รู้สึกสนุกและตลกดีเหมือนกันที่โดนแกล้ง  หากฉันคิดจะเคืองและโมโห ‘เร’ ที่มาแกล้งมาเล่นกับฉัน  ฉันย่อมจะต่อต้านได้ถ้าฉันอยากทำ  เพราะฉันเองก็ไม่ได้ขี้เกรงกลัวใครอยู่แล้ว  เป็นคนไม่ยอมใครถ้าคิดว่าจะไม่ยอม  

อีกอย่างหนึ่งที่ถูกแกล้งก็คือ  เรื่องมันมีอยู่ว่า  นายแทนเป็นคริสเตียนเหมือนฉัน แล้วเขาชอบมาขอให้ฉันช่วยโน้น ทำงานนี่ให้ตลอดและฉันก็ไม่เคยปฏิเสธเหมือนกัน  นอกจากว่าช่วยไม่ได้จริงๆ  ใครมาขอให้ช่วยฉันก็ช่วยเหมือนกันแหละ  แต่นายนี้ขอประจำและบ่อยที่สุดเท่านั้นเอง  เลยถูกเพื่อนๆในห้องจับคู่ว่ารักกัน  และล้อว่า  “ว่าที่สามีภรรยาในอนาคต”  อันนี้ไม่ใช่แค่ ‘เร’ ที่แกล้ง  แต่เพื่อนๆเกือบทั้งห้องเห็นสมควรว่าฉันกับแทนต้องคู่กัน 

จากนั้นมาเพื่อนๆก็ชอบรุมเขียนอะไรๆ ลงบนกระดานหน้าห้องบ้าง หน้าประตูห้องบ้าง บนโต๊ะเรียนบ้าง  บางครั้งไปเรียนวิชาอื่นกลับมาเจอบทความรักๆ อยู่บนกระดาน ว่า……..จากบูถึงแทนบ้าง จากแทนถึงบูบ้าง  ทำเอาเขินอายเลยก็มี รีบวิ่งไปลบแทบไม่ทันแหนะ  ยิ่งกว่านั้นบางครั้งอาจารย์เข้ามาสอนก็เจอเข้าพอดี  ยิ้มขำๆใส่ฉันเวลาเข้าห้องก็มี  คิดว่ายิ้มอะไรที่แท้บทความน่าอายๆจากฝีมือเพื่อนผู้ชายในห้องนั่นเองที่บรรจงเขียนไว้ให้อ่ะ 

มีอยู่ครั้งหนึ่งเล่นแรงมาก  เพื่อนเขียนว่า “บูพอแฟนนายแทน” ลงบนฟิวเจอร์บอร์ด  แล้วเดินถือไปพร้อมประกาศไปทั่วอาคารเรียน ม.ปลายเลย  ฉันอายมากๆ แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการอะไร  เพื่อที่จะให้เขาคิดว่า ฉันไม่ได้สนใจไม่และใส่ใจอะไรหรอกนะ ประมาณนี้  แต่ในใจคิดอยู่ว่า  ‘พวกนี้ไม่มีอะไรทำรึไงเนี่ย  ไม่เรียนกันเลยหรือไงถึงมีเวลามาเขียนมาเดินประกาศอยู่อย่างนี้’  ฉันมองอย่างขำๆว่าทำไมเขาเล่นอะไรเด็กๆจังเลย  ทำอย่างกับว่าพวกเขาจับคู่ให้แล้วเราจะรักกันจริงหนะ  ฉันก็เลยปล่อยให้เขาสนุกไปเพราะไม่อยากทำลายความสุขเขาอ่ะ(อิอิอิ)

นายแทนเขานามสกุล เรือนสังฆ์  ส่วนฉัน เบเยกู่  เพื่อนๆเลยประสมผสานเราให้เป็นหนึ่งเดียวกันโดยการเปลี่ยนนามสกุลให้ว่า  เบเยสังฆ์  และพวกเขาก็พอใจกับนามสกุลนี้มาก  บอกว่าเกิดมาคู่กันแท้ (ห้าๆๆๆ)  ฉันเลยถูกเรียกว่า   น.ส.บูพอ  เบเยสังฆ์ มาตลอดจนจบม.ปลาย 

ย้อนกลับมาหา ‘เร’ เพื่อนที่ฉันคิดถึงนะ ในปีที่ 2 ‘เร’ ต้องย้ายกลับไปที่กรุงเทพ  ฉันคิดถึงเขาอยู่เสมอ  ในบางครั้งที่ฉันพูดว่า  “คิดถึง เร เน๊าะ”  เพื่อนๆในห้องก็จะพูดว่า “โหย…… บูพอ  เธอยังคิดถึง เร อยู่หรอ จะไปคิดถึงมันทำไม”  แต่ฉันคิดถึงอยู่บ่อยๆจริงๆนะ เพราะเขาชอบมาแกล้งและมาเล่นกับฉัน ทำให้รู้สึกผูกพันธ์อยู่บ้าง  ฉันเคยพูดกับเพื่อนว่า  “คนที่ถูก เรแกล้งที่สุด  คือคนที่จะคิดถึงเขาที่สุด  เพราะเรามีความหลังด้วยกันมากที่สุด  แม้ว่าความหลังนั้นโดยมากแล้ว  จะเป็นการแกล้งเพื่อความสนุกสนานก็ตาม แต่สำหรับฉัน .. .. มันคือความทรงจำที่ดีเสมอมา ”

หนุ่มสาวอาข่าเอ่ย ยามใดเจ้าจะแต่งงาน

ต้องขอโทษท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยียนเว็บนี้ด้วย เพราะเท่าที่เห็นไม่มีบทความหลากหลายให้ท่านเลือกอ่านได้ และยังขาดประเด็นบทความที่น่าสนใจอีกเยอะ ผมและนักเขียนหลายท่านก็พยายามเร่งให้มีบทความอัพเดทใหม่อยู่ตลอดเวลา สำหรับปีนี้ผมก็ค่อนข้างยุ่งกับวิทยานิพนธ์ด้วย ซึ่งก็จำเป็นที่ต้องจัดการให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้ แต่ก็ไม่ถึงขนาดว่าไม่ต้องเขียนบทความกันเลย ยังสามารถเจียดเวลามาอัพเดทบทความต่างๆให้ท่านอ่านกันได้

อีกเหตุผลหหนึ่งคือ ผมเป็นคนมือใหม่สำหรับเรื่องการเขียนบทความและเรียบเรียงเรื่องราวอ่าข่าต่างๆได้ ซึ่งก็ไม่ใช่ง่ายเลยที่จะขีดเขียนเรื่องราวอ่าข่าต่างๆออกมาได้ แต่ก็ไม่ยากเกินสำหรับผมและทุกคน ถ้าหากฝึกฝน ฝึกปรือกันเป็นอย่างดี ทุกคนสามารถขีดเขียนลงบนแผ่นกระดาษได้แน่นอน เรื่องยุ่งๆๆของผมก็คิดว่าจะคลี่คลายได้ภายในสิ้นปีนี้ จากนั้นกลับเข้าสู่สภาวะปกติ (นอกจากผมจะกลายเป็นคนไม่ปกติเสียเอง)

หลังจากที่กล่าวเล่าขานตัวเองนานแล้ว เราก็มาเข้าสู่เรื่องที่จะพูดกันดีกว่า หลายคนอาจแปลกใจว่า ทำไมตั้งชื่อหัวข้อบทความว่า “หนุ่มสาวอ่าข่าเอ่ย ยามใดเจ้าจะแต่งงาน” ทั้งนี้เนื่องมาจากการพูดคุย สนทนากับพี่ๆน้องๆอ่าข่า ไม่ว่าจะเป็นทาง msn ก็ดี cell phone ก็ดี ผมมักจะโดนยิงคำถาม ถามว่า พี่อายุเท่าไร น้องอายุเท่าไร เขาถามมา ผมก็ตอบตามตรงความจริงทุกครั้งไป

พอพูดถึงอายุของตัวเองที่ค่อนข้างเยอะแล้ว (30 ใกล้จะ 31) ก็นึกถึงหนุ่มสาวอ่าข่าหลายๆคนที่ผมรู้จักมีอายุไล่เลี่ยงกันกับผม และมากกว่าที่ยังไม่ได้แต่งงาน ยังครอบครองชีวิตความเป็นโสดอยู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เปลี่ยนไปตามการพัฒนาการของมนุษย์ เมื่อเวลาล่วงเลยไปผู้คนก็พยายามปรับให้เข้ากับยุคสมัย และปรับให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนชีวิตการแต่งงานชนเผ่าพื้นเมือง
พ่อเล่าให้ผมฟังว่า พ่อแต่งงานกับแม่ผมตอนอายุ 19 ปี ส่วนแม่ตอนนั้นก็อายุ 16 ปี ซึ่งถือว่า อายุน้อยมากที่แต่งงานกันถ้าเทียบกับปัจจุบัน แต่เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนสมัยนั้น คงเป็นเพราะว่าปัจจัยต่างๆในสมัยนั้นเ้อื้อมให้กันและกัน ปัจจัยขึ้นพื้นฐานของการดำรงชีวิตมีไม่มากนัก วิถีชีวิตก็อยู่ในสังคมค่อนข้างแคบ เป็นวิถีชีวิตที่ตื่นเช้ามาไปทำไร่ทำนาทำสวน ตกเย็นก็กลับมาบ้าน มีเทศกาลก็หยุดกันไป เป็นวิถีชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรัดหรือแข่งขันกับเวลามากมายนัก

ผมก็เกิดทันในสมัยที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีถนนเข้า ไม่มีทีวีดู ไม่ได้เีรียนหนังสือ ไม่ได้ไปเที่ยวทะเล ไม่ได้ไปผับไปบาร์ ก็คือเป็นวิถีชีวิตปกติ เป็นวิถีชัวิตดั้งเดิมของอ่าข่าจริงๆ ประเพณีวัฒนธรรมทุกอย่างของอ่าข่ายังคงเดิม ว่าได้ว่าเป็นวิถีวิตที่เรียบง่าย สบายๆ ผู้คนเือื้อมเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน รักกัน สามัคคีกัน มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฉะนั้นไม่แปลกเลยที่คนสมัยนั้นจะแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยๆ ส่วนใหญ่ก็แต่งงานก่อนอายุ 20 ปี ส่วนน้อยที่จะแต่งเกินอายุ 20 ปีขึ้นไป ผมว่า การแต่งงานของอ่าข่าในสมัยนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องเสียหาย ผิดกฏหมาย หรือพรากผู้เยาว์ไป แต่ตรงกันข้ามดีเสียอีก ที่จะช่วยกันทำมาหากิน สร้างฐานะครอบครัวด้วยกันตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะสมัยนั้น บ้านใหนอยู่กันหลายคน มีคนมาก ถือว่า มีอันจะกินจะใช้ มีเงินมีทองใช้กันเลยทีเดียว

ปัจจุบันด้วยหน้าที่ การงาน ความรับผิดชอบ บทบาททางสังคม และความใฝ่ฝันที่จะไขว่คว้าดวงดาวตามที่ตนปรารถนาไว้ เป็นยุคของหนุ่มสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังความฝัน และความหวัง หลายคนจึงเลือกที่จะเดินตามความใฝ่ฝันมากกว่า อย่างเช่นผม มีความใฝ่ฝันและตั้งใจเอาไว้ว่า ต้องคว้าใบปริญญาโทมาให้ได้ (อนาคตไม่แน่ว่า จะเอาใบปริญญาเอกอีกใบหนึ่งเปล่า) และฟันธงได้เลยว่า หนุ่มสาวอ่าข่าสมัยนี้มีความใฝ่ฝันที่จะให้เป้าหมายของตนเองนั้นบรรลุและสำเร็จให้ได้ก่อนเฉกเช่นผมอย่างแน่นอน

ผมมีโอกาสได้คุยกับน้องๆอ่าข่าหลายคน น้องบางคนพูดเสมอว่า พี่หนูจะตั้งใจเรียนหนังสือให้จบ หนูจะมุ่งแต่เรียนรักไม่ยุ่ง หนูเรียนจบแล้ว หนูจะทำงาน หนูจะทดแทนบุญคุณพ่อแม่ผู้มีอุปการะ หนูจะไม่แต่งงานถ้ายังทำสิ่งเหล่านี้ยังไม่สำเร็จ คำพูดเหล่านี้แหละคับที่ผมได้ยินบ่อยๆ ผมฟังแล้วชื่นอกชื่นใจแทนครอบครัวเหลือเกิน คำพูดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า หนุ่มสาวอ่าข่าส่วนใหญ่จะไม่แต่งงานก่อนอายุ 20 หรืออายุ 25 แน่นอน อาจจะแต่งใกล้ๆตอนอายุ 30 หรือเกิน 30 ขึ้นไป แต่ถ้าหากใครอยู่เกิน 30 ปี (คิดเอาเองแล้วกันว่าจะเป็นอย่างไง…..)

เพื่อนๆผมที่มีอายุไล่เลี่ยงกัน ยังไม่แต่งงงาน มีชีวิตเป็นโสดอยู่หลายคนด้วยกัน ส่วนใหญ่ก็จบระดับปริญญาโท และปริญญาตรีกันหมดแล้ว แต่ละคนก็มีงานมีการทำกันหมด บางคนก็ได้ดิบได้ดีไปนอกก็มี ส่วนผมล้าหลังสุด ปริญญาโทก็ยังไม่จบ เขียนบทความก็ไม่ถึงไหน ความใฝ่ฝันที่จะทำเพื่ออ่าข่าก็ยังไม่ได้ทำ เอาเป็นว่า ยังไม่บรรลุเป้าหมายสักอย่างเดียว

อย่างที่บอกข้างต้นว่า หนุ่มสาวอ่าข่าจะไม่แต่งงานก่อนอายุ 20 หรือ 25 แน่นอน เพราะแนวโน้มอนาคตข้างหน้าการแต่งงานตั้งแต่ยังอายุน้อยๆในสังคมอ่าข่าจะค่อยๆลดน้อยลงเืรื่อยๆ แม้อาจจะมีบางคนที่แ่ต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยบ้าง แต่เชื่อว่า สำหรับคนที่ยังรักการเล่าเรียนศึกษา ยังรักการแสวงหาโอกาสให้กับตนเอง และยังมีภาระหน้าที่ที่จะต้องจุนเจือช่วยเหลือครอบครัวของตนเอง การจะแต่งงานมีครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อยเกิดขึ้นได้น้อยมาก


Akha Youtube Video Search
Loading...
 

Enter your email address:

ท่านใดสมัครแล้ว กรุณาเช็คเมล์เพื่อคลิกลิ้งค์ยืนยันด้วยนะครับ


www.okmaxsite.com www.hmongok.com
www.9dern.com www.9dern.com
www.tlcthai.com ไฮ-ลาหู่หญ่า
Page 1 of 11