พิธีกรรม คาถา ยาสมุนไพร กับหมอเทวดาอาข่า
หมอหรือแพทย์ชนเผ่าอาข่า แต่ครั้งกำเนิดชนเผ่าอาข่าขึ้นมาคอยทำหน้าที่ บำบัดเยียวยา รักษาผู้เจ็บไข้ได้่ป่วย รวมทั้งขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี ให้กับผู้คนในสังคมชนเผ่าอาข่าเรื่อยมา มาวันนี้การดำรงอยู่ของหมอเหล่านั้นกำลังเผชิญและต่อสู้กับเทคโนโลยีภายนอกที่เรียกว่า "การแพทย์ปัจจุบัน" ที่ทันสมัยมากขึ้น มีความน่าเชื่อถึอ และให้เห็นเป็นรูปธรรมมากว่าคำว่า "นามธรรม"
และที่ยิ่งกว่านั้นคือ การแพทย์ปัจจุบันมีงานวิจัยมารองรับ จุดนี้กลายมาเป็นปัญหาใหญ่สำรับหมออาข่าเลยทีเดียว การเผชิญกับวิฤตศรัทธาของรุ่นหลานอาข่าที่นับคนเจริญรอยตามเท้าน้อยลงทุกวัน นำมาสู่ปัญหาอันยิ่งใหญ่ในอนาคต คำว่า "หมออาข่า" แห่งภูมมิปัญญาท้องถิ่น ที่คอยเยียวยารักษา บำบัด และทำพิธีกรรมรักษาต่างๆ ที่สืบทอดต่อกันมา กว่าจะตกมาถึงชั่วลูกชั่วหลานอาข่า ต้องใช้เวลาสะสมกันมานับพันปี จนมาถึงนับ พ.ศ.นี้ ลูกหลานอาข่าอย่างพวกเรากำลังจะทอดทิ้ง และละทิ้งมรดกอันนับค่ามิได้นี้ไป
อีกด้านหนึ่งของความหวัง หมออ่าข่าหลายๆคนพยายามใช้วิชทางการแพทย์ภูมิปัญหาท้องถิ่นอาข่า ผสมผสานระหว่างแพทย์แผนไทย และแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อเรียกกลับศรัทธาความน่าเชื่อถือมากกขึ้นจากลูกหลานอาข่า อีกทั้งเพื่อการรักษา เยียวยา และบำบัดผู้เจ็บไข้ได้ป่วยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ อีกด้านหนึ่งก็คือ เพื่อปรับตัวสู่สังคมภายนอก และเพื่อประยุกต์องค์ความรู้แบบองค์รวมเข้าด้วยกัน วิธีนี้ก็นับว่าเป็นวิธีหนึ่งที่จะสามารถทำให้ลูกหลานชนเผ่าอาข่าให้หันกลับมาสนใจภูมิปัญญาท้องถิ่น และใส่ใจในอัตลักษณ์ตัวตนมากขึ้น
ทำไมผมตั้งชื่อหัวบทความว่า "หมอเทวดาอาข่า" ตามที่ผมได้เรียนรู้และได้เห็นสมัยเป็นเด็กในหมู่บ้านอาข่า "บ้านม้งแปดหลัง" ซึ่งในตอนนั้นยังคงเป็นหมู่บ้านอาข่าที่ความเจริญยังเข้าไม่ถึง ไม่มีไฟฟ้าใช้ (ใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าซ) ไม่มีถนนเข้า (ใช้ทางเดินด้วยเท้า) ไม่มีทีวีดู ฉะนั้น ผมก็ได้ได้มีโอกาสเห็นและสัมผัสกับหมออาข่าต่างๆในสมัยนั้นด้วยตนเอง ซึ่งแยกประเภทหมอเทวดา หรือหมอแพทย์ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นอาข่าได้ 5 ประเภท คือ
หมอพิธีกกรม เป็นผู้ทำหน้าที่รักษาเยียวยาผู้เจ็บไข้ได้ป่วยที่เกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติ ลี้ลับ เกิดจากอำนาจมนต์ของผู้อื่น เช่น อาการป่วยที่ได้รับจากการทำไสยาศาสตร์เข้า และสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น ถูกผีปีศาจร้ายกระทำเข้า การรักษาอาการเหล่านี้ต้องเป็นหมอที่มีความเชี่ยวชาญ และเก่งกล้าสามารถ ต้องรอบรู้ทั้ง บทสวดไล่ผีปีศาจร้าย คาถาอาคมในการปัดเป่า รวมทั้งการใช้ยาสมุไพร และการใช้เครื่องอุปกรณ์ในการทำพิธีกรรมต่างๆ
หมอยี่ผ่า "ยี่ผ่า-yirpaq" หรือ หมอทรงเจ้า ผมไม่รู้คำว่า "หมอทรงเจ้า" เหมาะสมกับฐานะตำแหน่งนี้หรือเปล่า เป็นหมอพิธีกรรมฝ่ายหญิง ซึ่งหมอยี่ผ่า จะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ตามหาและเรียกขวัญผู้ป่วยให้กลับมาจากอีกภพภูมิหนึ่ง ทั้งนี้เพราะหมอยี่ผ่าสามารถเิดินทางไปสู่โลกหลังคามตายได้ (ตามความชื่อชนเผ่าอาข่า) พูดง่ายๆก็คือ สามารถถอดจิตไปสู่อีกโลกหนึ่งเพื่อสื่อสารกับวิญญาณต่างๆได้ นอกจากนั้น หมอยี่ผ่า ยังเป็นผู้มีหูทิพย์ และตาทิพย์อีกด้วย สามารถรับรู้และมองเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้อีกด้วย
หมอครรภ์ หรือหมอผู้ทำคลอด ภาษาชาวบ้านเีรียกว่า "หมอตำแย" เป็นผู้มีหน้าที่ในการทำคลอด ซึ่งเป็นเชี่ยวชาญ ชำนาญและมีองค์ความรู้ในการทำคลอด ลองนึกภาพดูนะครับ หมอครรค์ ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องอุปกรณ์ต่างๆในการอำนวยความสะดวกเวลาทำคลอดลูก แต่หมอครรถ์อาข่าไม่เคยทำคลอดลูกเสียชีวิต รวมไปถึงผู้เป็นแม่ด้วย (ตามที่ผมได้เห็นและได้ยินมา) ซึ่งการันตีได้ว่า เป็นหมอเทวดาคนหนึ่งในการทำคลอดด้วยสองมือเปล่า ที่วิเศษไปกว่านั้น หมอครรภ์อาข่ายังเป็นผู้ที่รอบรู้ในการดูแลสุขภาพของผู้เป็นแม่และทารกที่คลอดใหม่ด้วย
หมอยาสมุนไพร ชนเผ่าอาข่าเป็นชาติพันธุ์หนึ่งที่มีความรอบรู้ในการใช้ยาสมุนไพรรักษาผู้คนไม่แพ้ชาติไหน ผู้เฒ่าผู้อาวุโสอาข่าทุกคนมักจะรู้เรื่องยาสมุนไพรในการใช้บำบัดรักษาและเยียวยาผู้ได้รับาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็น ขาหัก แขนหัก กระดูกข้อมือข้อเคลื่ออน จนไปถึงสิ่งเล็กๆ เช่น มีดบาด น้ำร้อนลวก แผลเกิดจากไฟไหม้ และที่เกิดจากการทำร้ายของสัตว์ชนิดต่างๆ แต่หมอยาสมุนไพรอาข่าส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย 90 % เป็นผู้หญิงบ้างแต่ส่วนน้อยมาก โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้หญิงอาข่าจะรู้จักใช้ยาสมุนไพรในการรักษาบาดแผลเล็กๆน้อยๆเท่านั้น แต่ก็มีบางคนที่รู้จักใช้ยาสมุนไพรเท่าผู้ชายอาข่า
หมอกายภาพบำบัด เป็นผู้เชี่ยวชาญและชำนาญในการรักษาโดยการ บีบ นวด และกดจุดตามเส้นเอ็นต่างๆตามร่างกาย เช่น เวลาเกิดอาการปวดท้องโดยไม่รู้สาเหตุ หมอภายภาพบำบัดจะไปจับจุดตรงหน้าท้อง ซึ่งทำให้อาการปวดท้องหาย หรือทุเลาลงได้ การรักษาอาการปวดศรีษะ จะทำการใช้สองนิ้ว นิ้วชี้กับนิ้วกลางดึงตรงกลางหน้าผากโดยให้เกิดรอยแดงๆออกมา หรือเิกิดอาการไม่สบายตัวร้อนขึ้นมา จะใช้สองนิ้วดึงหนังบนรอบคอ และดึงแผ่นหลัง ตอนเป็นเด็กผมก็ถูกรักษาด้วยวิธีหลายครั้ง ทุกครั้งที่ทำการรักษาเส็จทำให้ร่างกายสดชื่นมากขึ้น อาการไข้ก็จะลดลงทันที ( ผมพูดอย่างเดียวไม่เห็นภาพ..หลายๆคนไม่เชื่อแน่นอน อยากให้กลับไปถามพ่อแม่ที่บ้านดูนะครับ)
วิธีหนึ่งที่เราได้เห็นกันบ่อยๆในหมู่บ้านอาข่า คือ การเข้าเฝือกไม้ เป็นการเยียวยารักษาผู้คนที่ได้ัรับอุบัติเหตุทางกระดูก แช่น กระดูแข้ง กระดูกขาหักหรือแตก โดยวิธีการนั้นจะใช้ประกอบไปกับคาถา และยาสมุนไพรไปพร้อมๆกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินว่า ชนเผ่าอาข่าจะมีวิธีการรักษาแบบนี้ด้วย ในขั้นตอนการเยียวยากรักษาอาการต่างๆของชนเผ่าอาข่านั้นส่วนใหญ่แล้วจะประกอบด้วย พิธีกรรม คาถา ยาสมุนไพร และผู้ทำการรักษา เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้เลย และการเยียวยารักษาของอาข่านั้นมีเยอะมาก บุคคลคนเดียวไม่สามารถเรียนรู้ทั้งหมดได้ ผู้คนสมัยก่อนที่ไม่มีภาษาเขียน จะช่วกันจำและบันทึกไว้ในสมองกันมาเรื่อยๆจนมาถึงทุกปัจจุบัน
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ไม่ว่าจะเป็นด้วยระบบการศึกษา การมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ การหันไปสนใจวิชาแพทย์ทางตะวันตกมากขึ้น หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น ทำให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเข้ารับการรักษาแบบพิธีกรรม สิ่งที่จะพอเกี่ยวข้องกับศาสตร์การรักษาโรคของบรรพบุรุษชนเผ่าอาข่าอยู่บ้างก็แค่เรื่องของ ยาสมุนไพร แต่ด้านเรื่องความเชื่อทางจิตวิญญาณหายไป สุดท้ายแล้ว สิ่งเหล่านี้จะยังคงอยู่ และคู่กับชนเผ่าอาข่าตลอดไปได้หรือไม่
บทความข้างบนนี้เกิดจากการผสมผสานความรู้ระหว่างชนเผ่าอาข่ากับมุมมองทัศนะของผม ซึ่งไม่ได้เกิดจากการทำวิจัข และกลั่นกรองมาอย่างถี่ถ้วน ขอให้ทุกคนอ่านด้วยดุลพินิจพิจารณา หากจะนำไปใช้ประกอบบทเรียน หรืออ้างอิงใดๆ ขอให้ไปสอบถามจากผู้หลักผู้ใหญ่ของชนเผ่าอาข่าก่อน






