เพลงอาข่า
เพลงอาข่า

ชีวิตที่ไม่สมหวัง ตอน 2

จนกระทั้งในที่สุดคืนหนึ่งระหว่างที่คุณป้าเดินไปดูละครนั้น คุณลุงอ้าเฮ้วก็โผล่มาในที่มืด และดึงคุณป้าเข้าไปกอด คุณป้าบอกว่า เธอตกใจมากพอเธอใช้ไฟฉายส่องไปที่หน้าก็เห็นรอยเชือกบนคอของคุณลุงอ้าเฮ้ว

คุณป้าเล่าว่าน่ากลัวมาก แล้วจากนั้นอ้าเฮ้วก็ขื่นใจฉันโดยที่ฉันไม่ได้เต็มใจเลยสักนิด แต่ทำอะไรไม่ได้เลย ไม่กล้าพูดเพราะเป็นคนต่างถิ่น มาอยู่ในหมู่บ้านนั้นก็ได้ไม่นาน อีกอย่างหนึ่งก็คือว่าฉันไม่ใช่คนไทย เรื่องแบบนี้ในสมัยก่อนเป็นเรื่องที่น่าอายมากถ้าพูดไปก็เหมือนประจาญตัวเอง(คุณป้าเล่าทั้งน้ำตา) คุณป้าโดนขื่นใจประมาณสองครั้ง

แล้วหลังจากนั้นฉันก็ตั้งท้อง เลยตัดสินใจบอกคุณแม่ และเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้คุณแม่ของฉันฟังแล้วคุณแม่ของฉันก็กอดฉันแล้วร้องไห้ฉันเป็นคนที่สงสารมากแม้แต่ผู้ซึ่งเป็นแม่ของฉันยังทำอะไรไม่ได้เลย จนในที่สุดก็ตัดสินใจไปบอกให้คุณพ่อ คุณแม่ของอ้าเฮ้วทราบ (แล้วคุณป้าก็เล่าต่อว่า….)

iamakha

ตอนแรกคุณแม่ของเขาไม่ยอมรับ และตัวของเขาเองก็ไม่รับผิดชอบ ที่แย่ไปกว่านั้น เขายังซื้อยาให้ฉันกิน เขาอยากให้ฉันแท้งลูก ลูกของเขาเองเป็นเลือดเนื้อของเขาทำได้ยังไง

พร้อมกับยื่นเงินให้อีกจำนวนหนึ่งก็เป็นเงินที่มาก สามารถทำให้ชีวิตฉันตั้งตัวได้เลย และบอกให้ฉันว่า เอาไปซะนี่คือการแสดงให้เห็นว่าฉันได้รับผิดชอบในสิ่งที่ฉันทำลงไป อีกอย่างฉันยังเรียนไม่จบ

ฉันรู้สึกเสียใจมากที่สุด และบอกกับเขาว่า ฉันจะไม่กินยานั้น และเงินนั้นก็ไม่เอา ไม่รับผิดชอบไม่เป็นไร ลูกของฉัน ฉันจะเลี้ยงเอง และฉันก็จะถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือฝันร้ายของฉัน แต่ความฝันจะไม่ร้ายอย่างนี้ตลอดไปแน่นอน แล้วฉันก็จึงเดินจากไป ฉันไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่เขารักฉันรึเปล่า แต่ที่แน่ๆ ฉันไม่ได้รักเขา (คุณป้านึ่งร้องไห้อยู่สักพัก….บรรยากาศเงียบมาก แล้วก็เล่าต่อว่า….)

พอวันต่อมาเขาก็พาคุณพ่อคุณแม่ของเขามาสู่ขอตามธรรมเนียมประเพณีของคนอาข่าและก็แต่งงานกันอย่างยิ่งใหญ่ตามแบบฉบับของสมัยนั้น ตามประเพณีของคนอาข่า

เหมือนกับว่าจะ happy นะ แต่ว่า เรื่องมันไม่ได้จบที่การแต่งงาน หลังจากที่แต่งงานกันไปแล้ว สามี(อ้าเฮ้วนั้นแหละค่ะเปลี่ยนสถานะ) ของฉันก็ดีกับฉันมาก รักและคอยดูแลฉัน แต่อย่างที่ได้พูดไว้ในข้างต้นว่าแม่ของสามีไม่ชอบ ฉันเลยต้องทำงานหนักมาก ทั้งๆ ที่ครอบครัวนั้นมีลูกสะใภ้หลายคน มีเด็กที่เลี้ยงไว้ใช้งานก็หลายคน แต่ตัวของฉันเองต้องทำทุกอย่าง เหมือนคนงาน ตื่นเช้าตี 4 หุงข้าว สมัยก่อนต้องตำข้าวด้วย ให้อาหารหมู ไก่ ไปตักน้ำที่บ่อน้ำ

ทำอาหารเช้า ทุกอย่างต้องทำเองคนเดียว พอเสร็จจากงานบ้านแล้วก็ต้องไปทำไร่ เป็นอย่างนี้ทุกวัน จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายที่ใกล้จะคลอดลูก พอคลอดลูกแล้ว รู้มั้ยค่ะว่าได้ลูกชายหรือว่าลูกสาว (คุณป้ายิ้ม) แล้วพูดว่า……

ลูกสาวค่ะ  ฉันดีใจมากที่ได้ลูกสาวและสามีของฉันก็ดีใจมากเช่นเดียวกัน ลูกสาวคนแรกนี้เป็นเด็กที่ผิวขาว น่ารักมาก โดยเฉพาะ คุณพ่อของสามีจะรักมาก (อ่านตอนต่อไป)

หนุ่มสาวอาข่าเอ่ย ยามใดเจ้าจะแต่งงาน

ต้องขอโทษท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยียนเว็บนี้ด้วย เพราะเท่าที่เห็นไม่มีบทความหลากหลายให้ท่านเลือกอ่านได้ และยังขาดประเด็นบทความที่น่าสนใจอีกเยอะ ผมและนักเขียนหลายท่านก็พยายามเร่งให้มีบทความอัพเดทใหม่อยู่ตลอดเวลา สำหรับปีนี้ผมก็ค่อนข้างยุ่งกับวิทยานิพนธ์ด้วย ซึ่งก็จำเป็นที่ต้องจัดการให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้ แต่ก็ไม่ถึงขนาดว่าไม่ต้องเขียนบทความกันเลย ยังสามารถเจียดเวลามาอัพเดทบทความต่างๆให้ท่านอ่านกันได้

อีกเหตุผลหหนึ่งคือ ผมเป็นคนมือใหม่สำหรับเรื่องการเขียนบทความและเรียบเรียงเรื่องราวอ่าข่าต่างๆได้ ซึ่งก็ไม่ใช่ง่ายเลยที่จะขีดเขียนเรื่องราวอ่าข่าต่างๆออกมาได้ แต่ก็ไม่ยากเกินสำหรับผมและทุกคน ถ้าหากฝึกฝน ฝึกปรือกันเป็นอย่างดี ทุกคนสามารถขีดเขียนลงบนแผ่นกระดาษได้แน่นอน เรื่องยุ่งๆๆของผมก็คิดว่าจะคลี่คลายได้ภายในสิ้นปีนี้ จากนั้นกลับเข้าสู่สภาวะปกติ (นอกจากผมจะกลายเป็นคนไม่ปกติเสียเอง)

หลังจากที่กล่าวเล่าขานตัวเองนานแล้ว เราก็มาเข้าสู่เรื่องที่จะพูดกันดีกว่า หลายคนอาจแปลกใจว่า ทำไมตั้งชื่อหัวข้อบทความว่า “หนุ่มสาวอ่าข่าเอ่ย ยามใดเจ้าจะแต่งงาน” ทั้งนี้เนื่องมาจากการพูดคุย สนทนากับพี่ๆน้องๆอ่าข่า ไม่ว่าจะเป็นทาง msn ก็ดี cell phone ก็ดี ผมมักจะโดนยิงคำถาม ถามว่า พี่อายุเท่าไร น้องอายุเท่าไร เขาถามมา ผมก็ตอบตามตรงความจริงทุกครั้งไป

พอพูดถึงอายุของตัวเองที่ค่อนข้างเยอะแล้ว (30 ใกล้จะ 31) ก็นึกถึงหนุ่มสาวอ่าข่าหลายๆคนที่ผมรู้จักมีอายุไล่เลี่ยงกันกับผม และมากกว่าที่ยังไม่ได้แต่งงาน ยังครอบครองชีวิตความเป็นโสดอยู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เปลี่ยนไปตามการพัฒนาการของมนุษย์ เมื่อเวลาล่วงเลยไปผู้คนก็พยายามปรับให้เข้ากับยุคสมัย และปรับให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนชีวิตการแต่งงานชนเผ่าพื้นเมือง
พ่อเล่าให้ผมฟังว่า พ่อแต่งงานกับแม่ผมตอนอายุ 19 ปี ส่วนแม่ตอนนั้นก็อายุ 16 ปี ซึ่งถือว่า อายุน้อยมากที่แต่งงานกันถ้าเทียบกับปัจจุบัน แต่เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนสมัยนั้น คงเป็นเพราะว่าปัจจัยต่างๆในสมัยนั้นเ้อื้อมให้กันและกัน ปัจจัยขึ้นพื้นฐานของการดำรงชีวิตมีไม่มากนัก วิถีชีวิตก็อยู่ในสังคมค่อนข้างแคบ เป็นวิถีชีวิตที่ตื่นเช้ามาไปทำไร่ทำนาทำสวน ตกเย็นก็กลับมาบ้าน มีเทศกาลก็หยุดกันไป เป็นวิถีชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรัดหรือแข่งขันกับเวลามากมายนัก

ผมก็เกิดทันในสมัยที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีถนนเข้า ไม่มีทีวีดู ไม่ได้เีรียนหนังสือ ไม่ได้ไปเที่ยวทะเล ไม่ได้ไปผับไปบาร์ ก็คือเป็นวิถีชีวิตปกติ เป็นวิถีชัวิตดั้งเดิมของอ่าข่าจริงๆ ประเพณีวัฒนธรรมทุกอย่างของอ่าข่ายังคงเดิม ว่าได้ว่าเป็นวิถีวิตที่เรียบง่าย สบายๆ ผู้คนเือื้อมเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน รักกัน สามัคคีกัน มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฉะนั้นไม่แปลกเลยที่คนสมัยนั้นจะแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยๆ ส่วนใหญ่ก็แต่งงานก่อนอายุ 20 ปี ส่วนน้อยที่จะแต่งเกินอายุ 20 ปีขึ้นไป ผมว่า การแต่งงานของอ่าข่าในสมัยนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องเสียหาย ผิดกฏหมาย หรือพรากผู้เยาว์ไป แต่ตรงกันข้ามดีเสียอีก ที่จะช่วยกันทำมาหากิน สร้างฐานะครอบครัวด้วยกันตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะสมัยนั้น บ้านใหนอยู่กันหลายคน มีคนมาก ถือว่า มีอันจะกินจะใช้ มีเงินมีทองใช้กันเลยทีเดียว

ปัจจุบันด้วยหน้าที่ การงาน ความรับผิดชอบ บทบาททางสังคม และความใฝ่ฝันที่จะไขว่คว้าดวงดาวตามที่ตนปรารถนาไว้ เป็นยุคของหนุ่มสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังความฝัน และความหวัง หลายคนจึงเลือกที่จะเดินตามความใฝ่ฝันมากกว่า อย่างเช่นผม มีความใฝ่ฝันและตั้งใจเอาไว้ว่า ต้องคว้าใบปริญญาโทมาให้ได้ (อนาคตไม่แน่ว่า จะเอาใบปริญญาเอกอีกใบหนึ่งเปล่า) และฟันธงได้เลยว่า หนุ่มสาวอ่าข่าสมัยนี้มีความใฝ่ฝันที่จะให้เป้าหมายของตนเองนั้นบรรลุและสำเร็จให้ได้ก่อนเฉกเช่นผมอย่างแน่นอน

ผมมีโอกาสได้คุยกับน้องๆอ่าข่าหลายคน น้องบางคนพูดเสมอว่า พี่หนูจะตั้งใจเรียนหนังสือให้จบ หนูจะมุ่งแต่เรียนรักไม่ยุ่ง หนูเรียนจบแล้ว หนูจะทำงาน หนูจะทดแทนบุญคุณพ่อแม่ผู้มีอุปการะ หนูจะไม่แต่งงานถ้ายังทำสิ่งเหล่านี้ยังไม่สำเร็จ คำพูดเหล่านี้แหละคับที่ผมได้ยินบ่อยๆ ผมฟังแล้วชื่นอกชื่นใจแทนครอบครัวเหลือเกิน คำพูดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า หนุ่มสาวอ่าข่าส่วนใหญ่จะไม่แต่งงานก่อนอายุ 20 หรืออายุ 25 แน่นอน อาจจะแต่งใกล้ๆตอนอายุ 30 หรือเกิน 30 ขึ้นไป แต่ถ้าหากใครอยู่เกิน 30 ปี (คิดเอาเองแล้วกันว่าจะเป็นอย่างไง…..)

เพื่อนๆผมที่มีอายุไล่เลี่ยงกัน ยังไม่แต่งงงาน มีชีวิตเป็นโสดอยู่หลายคนด้วยกัน ส่วนใหญ่ก็จบระดับปริญญาโท และปริญญาตรีกันหมดแล้ว แต่ละคนก็มีงานมีการทำกันหมด บางคนก็ได้ดิบได้ดีไปนอกก็มี ส่วนผมล้าหลังสุด ปริญญาโทก็ยังไม่จบ เขียนบทความก็ไม่ถึงไหน ความใฝ่ฝันที่จะทำเพื่ออ่าข่าก็ยังไม่ได้ทำ เอาเป็นว่า ยังไม่บรรลุเป้าหมายสักอย่างเดียว

อย่างที่บอกข้างต้นว่า หนุ่มสาวอ่าข่าจะไม่แต่งงานก่อนอายุ 20 หรือ 25 แน่นอน เพราะแนวโน้มอนาคตข้างหน้าการแต่งงานตั้งแต่ยังอายุน้อยๆในสังคมอ่าข่าจะค่อยๆลดน้อยลงเืรื่อยๆ แม้อาจจะมีบางคนที่แ่ต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยบ้าง แต่เชื่อว่า สำหรับคนที่ยังรักการเล่าเรียนศึกษา ยังรักการแสวงหาโอกาสให้กับตนเอง และยังมีภาระหน้าที่ที่จะต้องจุนเจือช่วยเหลือครอบครัวของตนเอง การจะแต่งงานมีครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อยเกิดขึ้นได้น้อยมาก


Akha Youtube Video Search
Loading...
 

Enter your email address:

ท่านใดสมัครแล้ว กรุณาเช็คเมล์เพื่อคลิกลิ้งค์ยืนยันด้วยนะครับ


www.okmaxsite.com www.hmongok.com
www.9dern.com www.9dern.com
www.tlcthai.com ไฮ-ลาหู่หญ่า
Page 1 of 11